⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1145/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ให้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่านิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นโมฆะ โดยอ้างว่านิติกรรมการขายฝากและสัญญาเช่าเป็นิติกรรมอำพราง ให้จำเลยรับเงินไถ่ถอนและแก้ทะเบียนที่ดินคืนเป็นของโจทก์ จำเลยให้การว่า นิติกรรมขายฝากและสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมแท้จริงไม่อำพราง สัญญาเช่าสิ้นอายุแล้ว ขอให้ขับไล่นั้น เป็นกรณีเกี่ยวกับฟ้องเดิมซึ่งจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ เมื่อนิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง นิติกรรมอันแรกย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันตามเจตาที่แสดงออกมานั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมอันหลังที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ ซึ่งจะสมบูรณ์หรือไม่เพียงใด ก็แล้วแต่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันหลังนี้ เจตนาลวงที่แสดงออกมาด้วยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่ว่านิติกรรมอีกอันหนึ่งถูกปกปิดไว้หรือไม่ก็ตาม เหตุนี้ การนำสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการนำสืบทำลายข้อความในเอกสารว่า สัญญาที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรค 2 ซึ่งไม่ห้ามในการที่โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลตามฟ้องโจทก์นั้น (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 295/2508)(ประชุมใหญ่)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของร้อยตำรวจตรีมณี อาภารัตน์ ตามคำสั่งศาล ร้อยตำรวจตรีมณีจำนองที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยให้ทำเป็นสัญญาขายฝากอำพรางการจำนองไว้ และให้ลงจำนวนเงินในสัญญาขายฝาก ๓๙๐,๐๐๐ บาท ต่อมาร้อยตำรวจตรีมณีกู้เงินจำเลยอีก ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้ร้อยตำรวจตรีมณีทำสัญญาเช่าทรัพย์ที่จำนอง โจทก์ติดต่อขอไถ่จำนอง จำเลยจะคิดเอาเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับแสดงว่านิติกรรมขายฝากเป็นโมฆะ ให้จำเลยรับเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการไถ่ถอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำเลยให้การปฏิเสธ และฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์และบริวาร โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าศาลอาจทำการชี้ขาดเบื้องต้นให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงงดการสืบพยาน แล้วพิพากษาว่า จำเลยฟ้องแย้งได้เพราะคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์จะนำสืบตามฟ้องว่าเป็นการจำนองเป็นการแก้ไขการขายฝากซึ่งเป็นเอกสารมหาชน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ศาลจึงฟังข้อเท็จจริงว่า ร้อยตำรวจตรีมณีทำสัญญาขายฝากจดทะเบียนจนพ้นกำหนดไถ่คืนแล้ว พิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่านิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นโมฆะ โดยอ้างว่านิติกรรมการขายฝากและสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพราง ให้จำเลยรับเงินไถ่ถอนและแก้ทะเบียนที่ดินคืนเป็นของโจทก์ จำเลยให้การว่า นิติกรรมขายฝากและสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมแท้จริงไม่อำพราง สัญญาเช่าสิ้นอายุแล้ว ขอให้ขับไล่ เห็นได้ชัดว่เป็นที่ดินที่ขายฝากและเช่าตามฟ้องเดิมซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกคืนนั่นเอง จึงเป็นกรณีเกี่ยวกับฟ้องเดิมซึ่งจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ส่วนข้อที่ว่า โจทก์จะนำสืบได้หรือไม่ว่านิติกรรมขายฝากและเช่าเป็นโมฆะเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางนั้น เห็นว่า เมื่อนิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง นิติกรรมอันแรกย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวง ด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกนั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ ตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสอง ซึ่งจะมีผลสมบูรณ์หรือไม่เพียงใด ก็แล้วแต่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันหลังนี้ แต่ความสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมอันหลังนี้ก็ไม่ทำให้นิติกรรมอันแรกที่เป็นโมฆะไปตามมาตรา ๑๑๘ วรรคแรกนั้น กลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้แต่ประการใด เจตนาลวงที่แสดงออกมาด้วยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่ว่าจะมีนิติกรรมอีกอันหนึ่งถูกปกปิดไว้หรือไม่ก็ตาม เหตุนี้การนำสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการนำสืบทำลายข้อความในเอกสารว่า สัญญาที่ระบุในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคสอง ซึ่งไม่ห้ามการที่โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีมาโดยไม่สืบพยานของคู่ความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาในประเด็นข้อนี้ใหม่ตามนัยที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2508 สิบตำรวจตรีมาโนช อาภารัตน์ โจทก์ นายเกื้อ เติมประทีป จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สิบตำรวจตรีมาโนช อาภารัตน์ · จำเลย - นายเกื้อ เติมประทีป
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์ · กิตติ สีหนนทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสังข์ศรี ศรีตุลา · ศาลอุทธรณ์ - นายอรุณ ตินทุกะสิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1561/2520ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 6801/2540ฎีกา 3589/2525ฎีกา 794/2509ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 3649/2525ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 72/2505ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 848/2534ฎีกา 119/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา