⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1177/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1177/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ค้ำประกันผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้รับประกันย่อมต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์ แม้ภายหลังจะมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้วก็ตาม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้รับประกันได้กระทำการโดยแกล้งยึดโดยไม่สุจริต หรือเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ย่อคำพิพากษา

คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยจำเลยที่ 1 ยอมใช้เงินแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ยอมรับประกัน ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน โดยก่อนจะยึดก็ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขณะทำการยึดเจ้าพนักงานปิดประกาศหมายยึด จำเลยที่ 2 ก็ฉีกทำลายเสีย ทั้งได้ความว่าจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ให้ยึดจริง เช่นนี้ คดีจึงยังไม่พอฟังว่าโจทก์แกล้งยึดโดยไม่สุจริต หรือเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอย่างใดไม่ ฉะนั้น แม้จะมีการชำระหนี้ภายหลังครบถ้วนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมการยึดที่ไม่มีการขายนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.153 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.284 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ มูลกรณีเนื่องจากคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า จำเลยที่ ๑ ยอมใช้ต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทและดอกเบี้ยรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ จำเลยที่ ๒ ยอมรับประกัน ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยผิดนัดศาลออกหมายบังคับคดีและยึดที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างของ จำเลยที่ ๒ ซึ่ง จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องคัดค้าน ต่อมาได้มีการชำระหนี้ตามยอมครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึด และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดแล้วไม่มีการขาย โจทก์คัดค้าน คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ซึ่งเห็นว่าปัญหาเรื่องโจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยราคากว่าเจ็ดแสนบาทเพื่อใช้หนี้เพียงสามหรือสี่หมื่นบาท ส่วนที่ยึดเกินไปนั้นโจทก์มิได้แสดงเหตุผล ถ้าข้อเท็จจริงได้ความชัดว่าจำเลยที่ ๒ มีทรัพย์อื่นอย่างพอเพียงจริง โจทก์ย่อมมีส่วนผิดหรือบกพร่องอยู่ด้วย และอาจจะต้องรับผิดหรือร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยตามที่ศาลจะพึงใช้ดุลพินิจเท่าที่พิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้วทำคำสั่งใหม่ตามรูปความ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเชื่อว่าที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างมีราคามากกว่าหนี้หลายเท่า ที่โจทก์นำยึดนับว่าเกินที่จำเป็นแก่การบังคับคดีมากมาย โจทก์ดำเนินคดีด้วยขาดความระมัดระวังนับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ใช้ค่าธรรมเนียมการยึดก่อนมีการขายคนละครึ่งเท่า ๆ กัน โจทก์และจำเลยที่ ๒ ต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีไปโดยจำเป็น ไม่ได้ดำเนินไปเพราะผิดพลาดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ต้องเสียค่าธรรมเนียมการยึดแล้วไม่มีการขายนั้นแต่ฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับเงินฝากในธนาคารโจทก์ที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าเป็นบัญชีของจำเลยที่ ๒ และมีอยู่เกินกว่าจำนวนหนี้นั้น ความจริงเป็นบัญชีของบริษัทยูไนเต็ดเซาท์เอเชียไม่ใช่บัญชีของจำเลยที่ ๒ และในวันที่ยึดก็มีเงินไม่พอกับจำนวนหนี้ ที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าบริษัทยูไนเต็ดเซาท์เอเชียก็คือจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์รู้ดี เพราะคำฟ้องหน้าต้นระบุว่า "นายประสาท กิตติเวช เจ้าของบริษัทยูไนเต็ดเซาท์เอเชีย" ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ โดยส่วนตัวกับบริษัทย่อมมีฐานะในทางบุคคลตางกันเป็นคนละคน ไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน จะให้โจทก์หักเงินในบัญชีของบริษัทมาชำระหนี้ของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เพราะบริษั่ทไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์หรือยินยอมให้โจทก์หักเงินในบัญชีของบริษัทชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๒ ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนเรื่องรถยนต์ยี่ห้อแพกการ์ด ราคา ๙๐,๐๐๐ บาท รถยนต์ยี่ห้อสโกด้า เรือยนต์และสิ่งปลูกสร้างอีก ๓ หลังนั้น ทางไต่สวนได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกยึดที่ดิน ครั้งหลังยึดสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ ๒ และลูกจ้างให้การว่า ในวันแรกที่ไปยึดที่ดินได้บอกให้ยึดรถยนต์แพกการ์ดแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอม อ้างว่าไม่สนใจจะยึดทรัพย์อื่น เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นของจำเลยที่ ๒ จริงหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้ ก่อนที่โจทก์จะยึดทรัพย์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบล่วงหน้าแล้ว ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานกองหมายปิดประกาศหมายยึด จำเลยที่ ๒ ก็ฉีกทำลายเสีย แสดงว่าจำเลยที่ ๒ มีเจตนาที่จะบิดพลิ้วต่อการชำระหนี้อยู่แล้ว แม้แต่เมื่อยึดแล้วจำเลยที่ ๒ ก็ยังโต้เถียงให้ไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ก่อน จนเกิดเป็นกรณีพิพาทกันถึงศาลฎีกา และได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ก็ไม่มีทรัพย์ให้ยึดจริง ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่เป็นมาศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้แทนโจทก์ไม่สนใจยึดทรัพย์อื่น เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นของจำเลยที่ ๒ จริงหรือไม่นั้น มีเหตุผลรับฟังได้ คดียังไม่พอฟังว่าโจทก์แกล้งยึดโดยไม่สุจริตหรือเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับผิดฝ่ายเดียวชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1177/2508 ธนาคารไทยทนุ จำกัด โจทก์ บริษัทไทยยงพาณิชย์ ที่ 1 นายประสาทกิติเวช ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยทนุ จำกัด · จำเลย - บริษัทไทยยงพาณิชย์ ที่ 1 นายประสาทกิติเวช ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเช้า เฉลิมช่วง · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม ทัตภิรมย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 79/2501ฎีกา 1781/2509ฎีกา 3651/2526ฎีกา 5378/2544ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 8337/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 6620/2550ฎีกา 8207/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 953/2505ฎีกา 533/2521ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 10842/2558ฎีกา 174/2538ฎีกา 960/2485ฎีกา 5016/2538ฎีกา 2591/2543ฎีกา 3070/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา