⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1194/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ภารจำยอมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีที่ดินสองแปลง โดยมีที่ดินแปลงหนึ่งเป็นสามยทรัพย์ (ที่ต้องยอมรับภาระ) และอีกแปลงหนึ่งเป็นสามยทรัพย์ (ที่ได้ประโยชน์) เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ภารจำยอมเหนือที่ดินแปลงหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นเท่านั้น เมื่อที่ดินทั้งหมดยังเป็นของโจทก์ การที่โจทก์ใช้ที่ดินส่วนหนึ่งเป็นทางเดินเข้าออก ก็เป็นเรื่องโจทก์ให้อำนาจกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง แม้จะฟังว่าโจทก์ได้ใช้เป็นทางเดินมาถึง 20 ปี ก่อนขายให้จำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดภารจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์เอง โจทก์ฟ้องมุ่งประสงค์จะให้จำเลยเปิดทางเดินซึ่งเป็นภารจำยอมติดที่ดินซึ่งโจทก์แบ่งขายให้จำเลยประการหนึ่ง และจำเลยยังได้ให้สัญญากับโจทก์ว่าจะเปิดทางให้โจทก์เดินด้วยอีกประการหนึ่ง นอกจากนี้ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้เว้นทางให้โจทก์เดินเพียงกว้าง 50 เซ็นติเมตร แสดงว่าบุตรโจทก์สามารถเดินเข้าออกได้ หากโจทก์ไม่พอใจ จะขอให้จำเลยเปิดทางกว้าง 1.5 เมตร ตามที่อ้างว่าเป็นภารจำยอมหรือมีข้อตกลง จึงได้ฟ้องจำเลย มิใช่ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออก เห็นได้ชัดว่าฟ้องโจทก์มิได้ ประสงค์จะอ้างสิทธิในเรื่องทางจำเป็น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของโจทก์ต่อไปว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินหมาย ก.ข. ตามแผนที่ท้ายฟ้อง เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และเป็นของโจทก์ โจทก์เคยใช้ที่ดินหมาย ข. สำหรับเดินเท้าและยานพาหระออกจากที่ดินหมาย ก. มาถนนยมราช มาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว ต่อมาเมื่อ ๑ ปีมานี้ โจทก์ได้ขายที่ดินหมาย ข. ให้จำเลยที่ ๑ ได้พูดตกลงกันว่าให้โจทก์ใช้ทางเดินออกจากที่ดินหมาย ก. มาทางที่ดินหมาย ข. ออกถนนยมราชได้ตามเดิม โดยกว้าง ๑.๕๐ เมตร จำเลยก็ตกลง ตั้งแต่โจทก์ขายที่ดินหมาย ข.ให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ได้ใช้ที่ดินหมาย ข. เป็นทางเดินเท้า และยานพาหนะออกจากที่ดินหมาย ก. มาตามที่ดินหมาย ข. ออกถนนยมราช ต่อมาจำเลยได้สร้างอาคารลงในที่ดินหมาย ข. ได้ว่างแผนผังปิดทางเดินตามที่ได้ตกลงไว้ คงกันทางไว้ให้โจทก์เดินเพียง ๕๐ เซนติเมตร ซึ่งโจทก์จะใช้ยานพาหนะเดินไม่ได้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยเปิดทางให้โจทก์ใช้ยานพาหนะในที่ดินหมาย ข. จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินหมาย ข. สำหรับเดินเท้าและล้อเลื่อนออกจากที่ดินหมาย ก. จำเลยไม่เคยพูดตกลงให้โจทก์ใช้ทางเดินออกจากที่ดินหมาย ก. มาทางที่ดินหมาย ข. โจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทางผ่านที่ดินหมาย ข. เพราะมีทางอื่นหลายทางใช้ผ่านสู่ถนนยมราชได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า ไม่มีข้อตกลงให้จำเลยเปิดทางให้โจทก์เดิน ที่ดิน ๒ แปลงนี้เดิมเป็นแปลงเดียวกัน โจทก์จะใช้ที่ดินนี้มานานเท่าใด ก็ไม่เกิดสิทธิติดที่ดินที่แบ่งขายไป เพราะไม่เป็นภารจำยอม และโจทก์มิได้ฟ้องโดยอาศัยสิทธิภารจำยอม ฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์จะอ้างสิทธิในเรื่องทางจำเป็น ปรากฏว่าโจทก์มีทางเข้าออกหลายทาง พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์อาจตกอยู่ในภารจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น ก็เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๗ ภารจำยอมเหนือที่ดินแปลงหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นเท่านั้น เมื่อที่ดินทั้งหมดยังเป็นของโจทก์ การที่โจทก์ใช้ที่ดินส่วนหนึ่งเป็นทางเดินเข้าออก ก็เป็นเรื่องโจทก์ใช้อำนาจกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง แม้จะฟังว่าโจทก์ได้ใช้เป็นทางเดินมาถึง ๒๐ ปีก่อนขายให้จำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดภารจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์เอง ที่โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้กล่าวว่าโจทก์ไม่มีทางอื่นจะเดินได้ หมายถึงโจทก์ฟ้องว่า เป็นทางจำเป็นอีกประการหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องมุ่งประสงค์จะให้จำเลยเปิดทางเดินซึ่งเป็นภารจำยอมติดที่ดินซึ่งโจทก์แบ่งขายให้จำเลยประการหนึ่ง และจำเลยยังได้สัญญากับโจทก์ว่าจะเปิดทางให้โจทก์เดินด้วยอีกประการหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ฟ้องโจทก์ยังบรรยายว่า จำเลยได้เว้นทางให้โจทก์เดินเพียงกว้าง ๕๐ เซนติเมตร แสดงว่าบุตรโจทก์สามารถเดินเข้าออกตามทางนี้ได้อยู่แล้ว หากโจทก์ยังไม่พอใจ จะขอให้จำเลยเปิดทางกว้าง ๑.๕๐ เมตร ตามที่อ้างว่าเป็นภารจำยอมหรือมีข้อตกลง จึงได้ฟ้องจำเลย มิใช่ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออก จึงเห็นได้ชัดว่าฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์จะอ้างสิทธิในเรื่องทางจำเป็น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของโจทก์ต่อไปว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2508 นายเหยบ บิลอิดริส โจทก์ นางสาวนิภาวัลย์ แซ่ตั้ง ที่ 1 นายพงศ์ชัย แซ่ตั้ง ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเหยบ บิลอิดริส · จำเลย - นางสาวนิภาวัลย์ แซ่ตั้ง ที่ 1 นายพงศ์ชัย แซ่ตั้ง ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายฉลอง จันทรัฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ ปุปผเวส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 272/2490ฎีกา 8875/2542ฎีกา 4415/2528ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 967/2491ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 8364/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา