⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1250/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนดผ่านสี่แยกและไม่ชะลอความเร็วลง ถือเป็นการกระทำโดยประมาท หากเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บสาหัส จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยประมาท

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์ประจำทางโดยประมาทฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจร เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่งมีคนบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสหลายคน ศาลแขวงลงโทษจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจร ให้ยกฟ้องในข้อหาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส โจทก์อุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานทำให้คนบาดเจ็บสาหัสโดยประมาทด้วย เช่นนี้จำเลยฎีกาได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 เพราะในข้อหาฐานทำให้คนบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสโดยประมาทนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยขับรถผ่านสี่แยกด้วยความเร็วเกินกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถอีกคันหนึ่งขับล้ำเข้าไปในสี่แยกโดยฝ่าฝืนเครื่องหมายหยุด การที่จำเลยขับรถผ่านสี่แยกด้วยความเร็วเกินกำหนดและไม่ชลอให้ช้าลงบ้าง เป็นเหตุให้รถชนกัน ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่าจำเลยได้กระทำการโดยประมาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.220 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.28 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์ประจำทางด้วยความเร็วเกินกว่า 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตเทศบาล เมื่อขับผ่านสี่แยกจำเลยได้ขับด้วยความประมาท โดยขับด้วยความเร็วเกินกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง มีคนบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสหลายคน จำเลยให้การปฏิเสธ พระภิกษุผล แย้มผการ้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในฐานะเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสผู้หนึ่ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นเห็นว่าการที่รถทั้งสองชนกันนี้เป็นเพราะความประมาทของผู้ขับรถอีกคันหนึ่ง จำเลยไม่ได้ประมาทในการนี้แต่จเลยขับรถผ่านทางแยกด้วยความเร็วเกินกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจร ให้ปรับ 100 บาท ข้อหานอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยควรมีความผิดฐานประมาทด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า นอกจากบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390 ด้วย ให้จำคุก 1 ปี จำเลยฎีกาว่า ไม่ควรมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามที่ทนายโจทก์ร่วมแก้ฎีกาว่า จำเลยฎีกาไม่ได้ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 นั้น กรณีนี้แท้จริงในเรื่องฐานทำให้คนบาดเจ็บสาหัสโดยประมาทนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างตรงข้าม แม้โดยโวหารจะเรียกว่าพิพากษาแก้ก็ตาม จำเลยย่อมฎีกาได้ ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลแขวงฟังว่าจำเลยขับรถประจำทางสายห้วยขวางกระทรวงเศรษฐการไปตามถนนสุโขทัย โฉมหน้าไปทางอำเภอดุสิต ส่วนรถเก๋งร้อยโทวศิน สุทธา มาตามถนนพิชัยจะไปทางสะพานเทพหัสดิน พอรถทั้งสองคันแล่นมาถึงสี่แยกถนนสุโขทัยตัดกับถนนพิชัย รถทั้งสองคันก็ชนกันโดยแรง แล้วเกี่ยวเกาะติดกันและครูดไปตามพื้นถนนประมาณ 10 เมตร จึงหยุดได้ เมื่อรถประจำทางไปชนต้นไม้ข้างทาง เป็นเหตุให้ร้อยโทวศินได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนจำเลยและผู้โดยสารรถคันที่จำเลยขับได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัส 19 คน รวมทั้งพระภิกษุผลโจทก์ร่วมด้วย ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส การที่รถยนต์ทั้งสองคันชนกันนี้เพราะรถร้อยโทวศินล้ำเข้ามาในสี่แยกโดยฝ่าฝืนเครื่องหมายหยุดที่ติดตั้งไว้ ส่วนจำเลยขับรถประจำทางผ่านสี่แยกนั้นด้วยความเร็วเกินกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกินกว่าอัตราอนุญาตตามกฏกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ซึ่งให้ขับผ่านทางแยกได้ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อเท็จจริงดังได้ความมานี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้รถเก๋งร้อยโทวศินจะประมาทฝ่าฝืนเครื่องหมายตรงทางแยกในขณะที่จำเลยกำลังขับรถตัดทางแยกนั้นไปก็ดี แต่จุดที่ชนกันอยู่ห่างศูนย์กลางทางร่วมไปทางอำเภอดุสิต .90 เมตร แสดงว่าถ้ารถที่จำเลยขับแล่นผ่านสี่แยกนั้นไปโดยอัตราความเร็วไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็คงจะไม่เกิดชนอย่างแรงขนาดนั้น แต่โดยที่จำเลยขับรถประจำทางด้วยอัตราความเร็วเกินกว่ากำหนดตะบึงไป โดยไม่ชลอให้ช้าลงบ้าง ความเร็วนั้นจึงเร่งจังหวะรถให้เข้าไปปะทะกับรถเก๋งเข้า ดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่าจำเลยได้กระทำการโดยประมาท กล่าวคือ ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ฉะนั้น ที่าลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390 ด้วยนั้น ชอบแล้วฎีกาจำเลยไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง จึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1250/2508 ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ พระภิกษุผล แย้มผกาหรือแย้มประภา โจทก์ร่วม นายทา ศรีแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ · โจทก์ร่วม - พระภิกษุผล แย้มผกาหรือแย้มประภา · จำเลย - นายทา ศรีแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสนอ บุณยเกียรติ · เชื้อ คงคากุล · ยง เหลืองรังษี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสุนทร วรรณแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 8903/2553ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1635/2493ฎีกา 2302/2535ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1045/2506ฎีกา 3119/2558ฎีกา 4883/2541ฎีกา 9076/2558ฎีกา 462/2536ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1342/2530ฎีกา 5957/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา