คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 343/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อที่ดินส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ถูกใช้สอยโดยประชาชนทั่วไปเป็นเวลาอันสมควรแล้ว เจ้าของที่ดินเดิมย่อมถือว่าได้อุทิศที่ดินนั้นให้เป็นสาธารณประโยชน์โดยปริยาย แม้จะมิได้จดทะเบียนหรือแก้โฉนดก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
ลำรางพิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ แม้โจทก์มิได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะก็ตาม แต่เมื่อลำรางนี้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์เป็นสัญจรไปมาหลายสิบปี ก่อนที่ที่ดินนั้นจะตกมาเป็นของโจทก์ เจ้าของที่ดินก็มิได้ว่ากล่าวหวงห้ามในการที่ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ในลำรางนี้แสดงว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศที่ดินส่วนที่เป็นอำรางพิพาทนี้ให้เป็นสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว แม้จะไม่ได้แก้โฉนด ลำรางพิพาทก็เป็นลำรางสาธารณะ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองจำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องเป็นใจความเดียวกันว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๕ เวลากลางวัน จำเลยได้สมคบกันคุมสมัครพรรคพวกประมาณ ๓๐ คน บุกรุกเข้าไปขุดพื้นดินของโจทก์โดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการรบกวนความสุขในการครอบครองที่ดินของโจทก์ทำให้ที่ดินของโจทก์เสื่อมค่าและไร้ประโยชน์ทำนาไม่ได้ โจทก์สำนวนที่ ๑ เสียหาย ๓,๐๐๐ บาท โจทก์สำนวนที่ ๒ เสียหาย ๒,๑๐๐ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗, ๓๖๒ และ ๘๓ กับให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ได้ขุดลอกลำรางสาธารณะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วยความสุจริตไม่ได้กระทำผิด โจทก์ไม่เสียหาย
ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยขุดลอกลำรางสาธารณะและจำเลยกระทำโดยสุจริต ไม่เป็นความผิด ให้ยกฟ้องทั้งสองจำนวน
โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาว่าลำรางพิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ โจทก์มิได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะ จะตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ได้
ศาลฎีกาเห็นว่า ลำรางพิพาทนี้เป็นลำรางที่ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์เป็นทางสัญจรไปมาหลายสิบปี ก่อนที่ดิน ๒ โฉนดนี้จะตกมาเป็นของโจทก์ แม้จะไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าเจ้าของที่ดินคนใดได้อุทิศที่ดินส่วนที่เป็นลำรางพิพาทให้เป็นสาธารณประโยชน์โดยตรงก็ตาม ความก็ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินเดิมก่อนที่จะตกมาเป็นของโจทก์ก็มิได้ว่ากล่าวห้ามปรามในการที่ปรนะชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ในลำรางนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของเดิมได้อุทิศที่ดินส่วนที่เป็นลำรางพิพาทนี้ให้เป็นสาธารณประโยชน์โดยปริยายก่อนตกมาเป็นของโจทก์แล้ว แม้จะไม่ได้แก้โฉนด ลำรางพิพาทก็เป็นลำรางสาธารณะในระยะที่ตกมาเป็นของโจทก์ เมื่อฟังได้ว่าลำรางพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้โจทก์จะได้รับโอนโฉนดมาซึ่งรวมทั้งลำรางพิพาทนี้ด้วยก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในลำรางพิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วนั้นด้วยไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 343/2508
นายเคลิ้ม ภู่สว่าง ที่ ๑ นางหยก ภู่สว่าง ที่ ๒ เด็กชายสุทธิ ภู่สว่าง โดยนายเคลิ้ม
ฯ บิดาผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๓ โจทก์
นายแสวง แป้นเหมือน กับพวกรวม ๕ คน จำเลย
นางทองอยู่ แก้วนุ่ม โจทก์
นายแสวง แป้นเหมือน กับพวกรวม ๕ คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โดยนายเคลิ้ม - นายเคลิ้ม ภู่สว่าง ที่ ๑ นางหยก ภู่สว่าง ที่ ๒ เด็กชายสุทธิ ภู่สว่าง · โจทก์ - ฯ บิดาผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๓ · จำเลย - นายแสวง แป้นเหมือน กับพวกรวม ๕ คน · โจทก์ - นางทองอยู่ แก้วนุ่ม · จำเลย - นายแสวง แป้นเหมือน กับพวกรวม ๕ คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ พานิชอัตรา · วิชัยนิตินาท · คร้าม สิวายะวิโรจน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายประมุข สัสดิ์มงคล · ศาลอุทธรณ์ - นายเพี้ยง บุญรักษา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา