คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2529
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ครอบครองย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้ที่มิได้มีสิทธิครอบครอง แต่จะห้ามผู้อื่นเกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ได้ ต้องอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสาธารณสมบัตินั้นได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โจทก์เป็นผู้ครอบครองจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลย ส่วนที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องนั้น ไม่อาจห้ามจำเลยเกี่ยวข้องเสียทั้งหมดได้เพราะจะเป็นการขัดวัตถุประสงค์ของการใช้สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทนี้จะห้ามได้เฉพาะกรณีที่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยที่มิได้เป็นไปเพื่อการใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของสาธารณสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่นายบุญฉ้วน เลาหะกุล แจ้งการครอบครองตามแบบ ส.ค.๑ ตั้งอยู่ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาประมาณ ๒๐ ปี ย่อมได้สิทธิครอบครองเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญฉ้วนได้พิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินทางทิศใต้ที่พิพาท ได้มีการทำแผนที่พิพาท จำเลยนำชี้ว่าที่ดินแปลงด้านทิศใต้ที่พิพาทว่าเป็นของตน แสดงว่าจำเลยเจตนาสละการครอบครองที่พิพาท ทั้งยังได้เบิกความเป็นพยานในคดีนั้นว่านายบุญฉ้วนเป็นผู้อุทิศให้ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะสำหรับคนอิสลามนำศพไปป่าช้า ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๒๔ จำเลยได้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่พิพาทเพื่อออกโฉนด โจทก์คัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินสั่งให้โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิครอบครองที่พิพาท ที่พิพาทเป็นที่ดินที่นายบุญฉ้วน สามีจำเลย แจ้งการครอบครองตามแบบ ส.ค.๑ เมื่อนายบุญฉ้วนถึงแก่กรรม จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนด โจทก์คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์เหตุที่จำเลยนำชี้ที่ดินไม่รวมที่พิพาทว่าเป็นของจำเลย เพราะจำเลยตั้งใจอุทิศที่พิพาทให้เป็นที่สาธารณะสำหรับคนอิสลามนำศพไปป่าช้าตามความประสงค์ของนายบุญฉ้วน ต่อมาทราบจากเทศบาลตำบลตะลุบันว่า คนอิสลามไม่ใช้ที่พิพาทนำศพไปป่าช้าอีกต่อไปแล้ว จำเลยจึงได้ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า นายบุญฉ้วนได้อุทิศที่พิพาททั้งแปลงให้เป็นที่สาธารณะสำหรับคนอิสลามนำศพไปป้าช้า ที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์และจำเลย เมื่อโจทก์ครอบครองที่พิพาทอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าที่โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทนั้นเนื่องจากที่พิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) จึงไม่อาจห้ามมิให้เกี่ยวข้องเสียทั้งหมดได้ เพราะเป็นการขัดวัตถุประสงค์ของการใช้สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทนี้ จะห้ามได้เฉพาะกรณีที่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยที่มิใช่เป็นไปเพื่อการใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของสาธารณสมบัติของที่ดินแปลงนี้เท่านั้น พิพากษากลับ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่พิพาทเว้นแต่ที่เป็นการใช้ประโยชน์ในที่ดินตามวัตถุประสงค์ของสาธารณสมบัติของแผ่นดินแปลงพิพาท
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2529
นายประทาน พฤทธิสาริกร โจทก์
นางแดง เลาหะกุล เลาหะ
กุล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประทาน พฤทธิสาริกร · เลาหะ - นางแดง เลาหะกุล · จำเลย - กุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พลจิตต์ ดียืน · ประการ กาญจนศูนย์ · ประพันธ์ ผลฉาย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดปัตตานี - นายจำลอง สุขศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมพันธ์ น้อยสง่า |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา