⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1215/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประมูลโอนสิทธิการเช่าที่ชอบด้วยกฎหมายและผู้ประมูลทราบเงื่อนไขแล้ว ไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญา หากผู้ประมูลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ถือเป็นฝ่ายผิดสัญญา เงินที่ชำระไปบางส่วนตามข้อตกลงการประมูล ไม่ถือเป็นมัดจำหรือเบี้ยปรับ หากยังไม่มีการผิดสัญญาเกิดขึ้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

เมื่อการประมูลโอนขายสิทธิการเช่าที่โจทก์ประมูลได้เป็นไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทราบถึงเงื่อนไขการเช่าโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกล้างได้ เมื่อจำเลยพร้อมที่จะทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาให้โจทก์ได้ แต่โจทก์หาได้ไปติดต่อทำสัญญาและวางเงินค่าประมูลที่ยังค้างอีกตามที่ตกลงไว้ไม่ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อราคาค่าประมูลที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ จ. เรียกร้องเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าห้องทั้ง 11 ห้อง แต่เมื่อไม่มีทางจะโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ได้เพราะได้พ้นกำหนดสัญญาเดิมของ จ. ผู้เช่าจากจำเลยที่ 3 เสียแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิจะได้รับค่าตอบแทนเพราะราคาค่าประมูลนั้นเป็นค่าตอบแทนสิทธิที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่า เพราะข้อตกลงในรายงานการประชุมเจ้าหนี้ระบุไว้แต่เพียงว่าถ้าไม่ชำระอีก 75 เปอร์เซนต์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน 25 เปอร์เซนต์ที่ชำระไว้แล้วเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขให้อำนาจที่จะเรียกร้องเอาชำระราคาจนเต็มได้ จำนวนเงิน 25 เปอร์เซนต์ที่โจทก์วางแก่จำเลยในวันประมูลขายนั้น ในรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงินมัดจำ เพียงแต่กล่าวว่า "การชำระเงิน ผู้ซื้อจะชำระในวันนี้ 25 เปอร์เซนต์ ส่วนอีก 75 เปอร์เซนต์จะชำระภายในวันที่ 3 เดือนนี้หากผิดนัด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน 25 เปอร์เซนต์ได้" ข้อความดังกล่าวนี้แสดงว่าเป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาค่าซื้อ ไม่ใช่มัดจำ จำเลยริบไม่ได้ จะว่าเป็นเบี้ยปรับที่ชำระแล้วก็ไม่ได้ เพราะในขณะที่โจทก์ชำระเงินนั้น ยังไม่มีการผิดนัด จึงเป็นการชำระเบี้ยปรับในขณะที่ยังไม่ผิดสัญญาไม่ได้อยู่เอง เมื่อปรากฏว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากจำเลยได้รับความเสียหาย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้สิทธิเรียกร้องมาแต่ต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะริบเงินที่โจทก์วางไว้เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาที่ชำระให้จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.380 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ได้ทำสัญญาให้นายจิตร กิจพานิช เช่าที่ดินปลูกสร้างอาคาร มีข้อตกลงให้นายจิตรมีสิทธิอยู่อาศัยหรือให้ผู้อื่นเช่าช่วงต่อไปได้ นายจิตรถูกบริษัทธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจำกัด ฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายจิตร จำเลยที่ ๑, ๓ ร่วมมือจัดให้มีการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินของนายจิตรลูกหนี้ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๓ ได้มีผู้เสนอขอซื้อสิทธิการเช่าตามคำชักชวนของจำเลยที่ ๑ หลายราย รวมทั้งโจทก์ จำเลยที่ ๑ ตรวจคำร้องที่มีผู้เสนอราคาซื้อไม่เป็นที่พอใจจึงประกาศว่าจะทำการขายสิทธิการเช่า โดยวิธีประมูลสู้ราคากันด้วยปากเปล่า จำเลยที่ ๑ ทำการประมูลด้วยตนเอง โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ มีอำนาจและหน้าที่ขายทรัพย์ และปฏิบัติการให้เป็นไปตามประกาศและหวังประโยชน์ที่จะได้รับกำไรจึงเข้าสู้ราคาประมูลด้วยปากเปล่าอีก โจทก์ประมูลได้ ๑๑ ห้อง คิดเป็นเงินรวมกัน ๑๙๙,๔๐๐ บาท โจทก์ชำระเงิน ๔๐,๓๕๐ บาท เป็นเช็คจ่ายเงินสด ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่ค้างจะชำระกันในวันโอน วันรุ่งขึ้นมีผู้มาขอซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์ ๒ ราย โจทก์ขายให้ไปคนละ ๔ ห้อง ๆ ละ ๔๐,๐๐๐ บาท จะได้กำไรห้องละ ๒๒,๐๐๐ บาท รวม ๘ ห้อง ได้กำไร ๑๗๖,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๓ ห้องถ้าขายจะได้กำไรอีกเป็นเงิน ๖๖,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ไปติดต่อทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ปฏิเสธไม่ยอมรับรู้การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ อ้างว่าจะทำสัญญาให้ผู้เช่าเดิมเช่าตรงต่อไปกับจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าเดิมระหว่างนายจิตรกับจำเลยที่ ๓ โจทก์ขอรับเงินที่ได้ชำระราคาซื้อส่วนหนึ่งไว้ต่อจำเลยที่ ๑ นั้นคืน เป็นอันเลิกสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมคืนเงินและเลิกสัญญา กลับยืนยันว่าจำเลยที่ ๑ สามารถจัดให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๓ ได้ จำเลยที่ ๑ เพิกเฉยไม่ขวนขวายจัดให้โจทก์ได้เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๓ ตามที่ยืนยัน เป็นการละเว้นการอันมิควรเว้นอันเกิดด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิไม่ได้เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๓ และริบเงินราคาซื้อส่วนหนึ่งของโจทก์ที่วางชำระไว้เป็นเงิน ๔๕,๓๕๐ บาทนั้นเสียอีก จำเลยกลับเร่งรัดให้โจทก์นำเงินราคาซื้อสิทธิการเช่าอีกบางส่วนมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ อีกจนครบ ๑๙๙,๔๐๐ บาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิและอำนาจหรือหน้าที่ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายไปเป็นเงิน ๔๕,๓๕๐ บาท จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวร่วมด้วย ส่วนจำเลยที่ ๓ ได้ยินยอมตกลงให้จำเลยที่ ๑ ทำการขายสิทธิการเช่า เมื่อจำเลยที่ ๓ ไม่ยอมทำสัญญาให้โจทก์ จำเลยที่ ๓ มีส่วนในการทำความเสียหาย จึงต้องรับผิดร่วมด้วย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ทำสัญญาให้โจทก์ได้รับเช่าตึกแถวดังกล่าว มีกำหนดเวลาเช่า ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่าโดยโจทก์ยอมเสียเงินค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิการเช่าให้จำเลยที่ ๓ ถ้าไม่อาจให้โจทก์ทำสัญญาเช่า ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินราคาบางส่วนที่จำเลยที่ ๑ รับไว้จากโจทก์ในการซื้อสิทธิการเช่าเป็นเงิน ๔๐,๓๕๐ บาท กับเช็คที่โจทก์อายัดจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาทให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งค่าเสียหายอีก ๒๔๒,๐๐๐ บาท และให้เสียดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายจิตร มิได้กระทำการอันเป็นการละเมิด นายจิตรได้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ เพื่อก่อสร้างโรงภาพยนตร์และตึกแถวให้เช่าหาประโยชน์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จำเป็นต้องเข้าดำเนินการรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของนายจิตร จำเลยที่ ๑ ตกลงกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายจิตรยอมให้โอนสิทธิการเช่าได้โดยมีเงื่อนไข มีผู้แสดงความจำนงขอซื้อหลายรายรวมทั้งโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้โจทก์และบรรดาผู้ซื้อทราบเงื่อนไขของจำเลยที่ ๓ โดยละเอียดแล้ว โจทก์และผู้ซื้อบางคนมุ่งมั่นที่จะซื้อให้ได้โดยตั้งใจเสี่ยงภัยในปัญหาภายหน้าเอาเอง โจทก์ซื้อได้ ๑๑ ห้อง โจทก์ชำระเงิน ๔๕,๓๕๐ บาท โดยชำระเป็นเงินสด ๔๐,๒๕๐ บาท โดยเช็ค ๕,๐๐๐ บาท ขาดไป ๔,๕๐๐ บาท จำนวนที่ขาดและอีก ๗๕ เปอร์เซนต์ รวมเป็นเงิน ๑๕๔,๐๕๐ บาท จะต้องชำระให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๐๓ ตามข้อตกลงโจทก์กลับผลัดผ่อนขอชำระวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๐๓ ซึ่งโจทก์ก็ไม่ชำระ โจทก์บิดพลิ้ว ได้ขอคืนเงิน ๒๕ เปอร์เซนต์ แต่ไม่อาจคืนได้ เพราะโจทก์ผิดสัญญา จำเลยที่ ๓ ยืนยันที่จะทำสัญญาให้กับโจทก์ตามเงื่อนไขเดิม แต่โจทก์ไม่สมัครใจเพราะต้องการจะให้จำเลยที่ ๓ ต่อสัญญาให้อีก ๑ ปี อันเป็นการนอกเหนือข้อตกลง จำเลยที่ ๑ ว่ามิได้ขอผัดเพี้ยนที่จะพิจารณาคืนเงินไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินและเช็คที่โจทก์อายัด โจทก์มิได้ขายสิทธิการเช่าให้บุคคลภายนอก ถึงโจทก์จะขายสิทธิการเช่าไปทั้ง ๑๑ ห้อง จนได้กำไรถึง ๒๔๒,๐๐๐ บาท ก็เป็นเรื่องเสี่ยงขายไปเอง จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงิน ๑๕๙,๐๕๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๑ และว่าโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้ำกับคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๙๙/๒๕๐๔ ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดเป็นส่วนตัว แต่ศาลแพ่งให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๒ และว่ายอมให้จำเลยที่ ๑ เข้าจัดการทรัพย์สินของนายจิตร โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า คดีไม่ขาดอายุความ แม้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างนายจิตรจะครบกำหนด ๑๐ ปีลง ก็ไม่เป็นเหตุให้นายจิตรหมดสิทธิการเช่าทรัพย์พิพาท การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีล้มละลายนำทรัพย์พิพาทของลูกหนี้ซึ่งศาลยังมิได้ให้ล้มละลายมาประมูลขายเองโดยมิได้สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกองหมายดำเนินการนั้น ไม่ชอบ โจทก์ขอปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยทราบเงื่อนไขการเช่าตามที่จำเลยที่ ๑ อ้าง โจทก์ประมูลได้กลับตั้งเงื่อนไขขัดต่อกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงราคาไว้ โจทก์มิได้ผิดนัด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินสดตามเช็ค ๕,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๓ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันคืนเงินราคาบางส่วนที่จำเลยที่ ๑ รับไว้จากโจทก์ ๔๐,๓๕๐ บาท และให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ คืนเช็คที่จำเลยที่ ๑ ได้รับไว้จากโจทก์ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาทให้แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ฯลฯ แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งว่า ควรพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน ๒๐,๓๕๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องแก่โจทก์ นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องคืนเงิน ๒๕ เปอร์เซนต์พร้อมด้วยเช็ค และโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงินอีก ๗๕ เปอร์เซนต์ให้จำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การประมูลโอนขายสิทธิการเช่าที่โจทก์ประมูลได้นี้เป็นไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทราบถึงเงื่อนไขการเช่าว่า ถ้าบุคคลภายนอกไม่ใช่ผู้เช่าเดิมซื้อได้ จำเลยที่ ๓ จะทำสัญญาให้เช่าเพียงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๐๔ ตามสัญญาเดิมของนายจิตรเท่านั้น และจำเลยที่ ๓ พร้อมที่จะทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาของนายจิตรให้โจทก์และผู้ซื้อได้จนถึงวันดังกล่าว แต่โจทก์หาได้ไปติดต่อทำสัญญาและวางเงินค่าประมูลที่ยังค้างอีก ๗๕ เปอร์เซนต์ตามที่ตกลงกันไม่ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยที่ ๑ จะขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าประมูลที่ยังค้างอีก ๗๕ เปอร์เซนต์ให้จำเลยที่ ๑ ด้วยได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ราคาค่าประมูลที่จำเลยที่ ๑ เรียกร้องนี้เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าห้องทั้ง ๑๑ ห้อง แต่เมื่อบัดนี้ไม่มีทางจะโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ได้เพราะได้พ้นกำหนดสัญญาเช่าเดิมของนายจิตรเสียแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็ไม่มีสิทธิจะได้รับค่าตอบแทนเพราะราคาค่าประมูลนั้นเป็นค่าตอบแทนสิทธิที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่า และตามข้อตกลงที่ปรากฏในรายงานการประชุมเจ้าหนี้ในการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าก็มีข้อสัญญาระบุไว้เพียงว่า หากผู้ประมูลได้ผิดนัดไม่ชำระเงินอีก ๗๕ เปอร์เซนต์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน ๒๕ เปอร์เซนต์ที่ชำระในไว้แล้วได้เท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขให้อำนาจจำเลยที่ ๑ ที่จะเรียกร้องเอาชำระราคาจนเต็มจำนวนได้ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าประมูลอีก ๗๕ เปอร์เซนต์ที่ค้างชำระจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องคืนเงิน ๔๐,๓๕๐ บาทพร้อมด้วยเช็คจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาทอันเป็นจำนวนเท่ากับ ๒๕ เปอร์เซนต์ของราคาค่าซื้อสิทธิการเช่าตึกที่จำเลยที่ ๑ รับชำระไว้ให้โจทก์นั้น เงินจำนวน ๒๕ เปอร์เซนต์นี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงินมัดจำ เพียงแต่กล่าวว่า"การชำระเงิน ผู้ซื้อจะชำระในวันนี้ ๒๕ เปอร์เซนต์ ส่วนอีก ๗๕ เปอร์เซนต์จะชำระภายในวันที่ ๓ เดือนนี้ หากผิดนัดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิริบเงิน ๒๕ เปอร์เซนต์ได้ข้อความดังกล่าวนี้แสดงว่าเป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาค่าซื้อไม่ใช่มัดจำ จำเลยจึงริบไม่ได้ และจะว่าเป็นเบี้ยปรับที่ชำระ แล้วก็ไม่ได้ เพราะในขณะที่โจทก์ชำระเงินนั้น ยังไม่มีการผิดนัด จึงเป็นการชำระเบี้ยปรับในขณะยังไม่ผิดสัญญาไม่ได้อยู่เอง อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายประการใด ก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากโจทก์ได้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานนี้มาแต่ต้น ในชั้นนี้จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิจะริบหรือไม่คืนเงิน ๔๐,๓๕๐ บาท กับเช็คจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาทที่โจทก์ชำระไว้กับจำเลยที่ ๑ ได้ พิพากษายืนในผลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาจำเลยที่ ๑ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ ๑ จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ผิดสัญญาจากโจทก์ใหม่ ถ้าหากมีมูลให้เรียกร้องกันได้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2509 นางศรไกรรณรงค์ โจทก์ นายทวี กสิยพงศ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นายจิตร์ กิจพานิช ที่ 1 นายทวี กสิยพงศ์ 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยพลจัตวาหม่อมทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ ผู้อำนวยการ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางศรไกรรณรงค์ · 1 - นายทวี กสิยพงศ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นายจิตร์ กิจพานิช ที่ · 2 - นายทวี กสิยพงศ์ · ถวัลย์ศักดิ์ - สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยพลจัตวาหม่อมทวีวงศ์ · จำเลย - ผู้อำนวยการ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยง เหลืองรังษี · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายเสถียร ลิมปิษเฐียร · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 170/2497ฎีกา 591/2531ฎีกา 10166/2539ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 763/2484ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา