⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 224/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกความเท็จในคดีอาญาที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้สิทธิในการนำคดีมาฟ้องระงับไปตามกฎหมาย แม้ข้อหาแจ้งความเท็จจะยังมิได้มีการฟ้องหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจระบุว่า โจทก์ลักทรัพย์ของจำเลย เป็นเหตุให้โจทก์ถูกอัยการฟ้องคดีอาญา ศาลยกฟ้องเพราะจำเลยซึ่งเป็นเจ้าทรัพย์เบิกความว่าไม่ได้ระบุใครเป็นคนร้าย คดีถึงที่สุด อัยการจึงฟ้องหาว่าจำเลยเบิกความเท็จโดยความจริงจำเลยแจ้งระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้าย จำเลยรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษ คดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หาว่าจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจดังกล่าวข้างต้นเป็นเท็จ และเบิกความในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์เป็นเท็จ ดังนี้ ข้อหาฐานเบิกความเท็จสิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) แม้ฟ้องจะกล่าวหาว่าจำเลยเบิกความเท็จเป็นคนละตอนกับคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง แต่เป็นกรรมเดียววาระเดียว เป็นการกระทำอันเดียวกัน ตามหลักกฎหมายทั่วไปพึงฟ้องร้องได้ครั้งเดียว ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จยังมิได้มีการฟ้องมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแต่ประการใด แม้ศาลพิพากษาว่าจำเลยเบิกความเท็จแล้ว ถ้อยคำที่จำเลยแจ้งความอาจไม่เป็นความจริงก็ได้ และศาลก็พิพากษาว่าเบิกความเท็จในข้อหาอื่น ไม่ใช่ในข้อว่าโจทก์เป็นคนร้าย ตามรูปคดีและที่โจทก์นำสืบ เห็นว่า คดีของโจทก์ฐานแจ้งความเท็จมีมูล..

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักกุญแจบ๊อกของจำเลยและสาบานตัวว่าจะให้ความจริงแก่พนักงานสอบสวนว่าโจทก์ได้กระทำผิดดังกล่าว เพื่อให้โจทก์ถูกลงโทษ ต่อมาจำเลยสาบานตัวเบิกความในการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดสมุทรสงคราม (คดีดำที่ ๗๑๘/๒๕๐๗) ว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักกุญแจบ๊อก เป็นข้อสำคัญในคดี โดยรู้ว่าเป็นเท็จ ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๑๗๓,๑๗๗ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วได้ความว่า เดิมจำเลยแจ้งความว่าโจทก์ลักทรัพย์ของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ถูกอัยการฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสงคราม(คดีดำที่ ๗๑๘/๒๕๐๗ ตามฟ้อง) ศาลยกฟ้องเพราะพยานเบิกความขัดกัน และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าทรัพย์เบิกความว่าไม่ได้ระบุว่าใครเป็นคนร้าย คดีถึงที่สุด อัยการจึงได้ฟ้องจำเลยนี้หาว่าเบิกความดังกล่าวเป็นเท็จความจริงจำเลยได้ระบุชื่อโจทก์เป็นคนร้าย จำเลยรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษฐานเบิกความเท็จ คดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เห็นว่าข้อหาฐานเบิกความเท็จคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๔) ส่วนข้อหาฐานแจ้งความเท็จนั้น เมื่อศาลลงโทษฐานเบิกความเท็จ ก็เท่ากับศาลเชื่อว่าจำเลยระบุว่าเห็นโจทก์เป็นคนร้าย และเชื่อชั้นสอบสวนว่าจำเลยเห็นโจทก์เป็นคนร้ายเป็นความจริง เท่ากับศาลพิพากษาเรื่องแจ้งความเท็จเสร็จไปในตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๔) ด้วย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของอัยการหาว่าจำเลยเบิกความเท็จตอนที่ไม่เบิกคามว่า"ได้แจ้งความกับเจ้าพนักงานตำรวจว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์" ส่วนฟ้องของโจทก์คดีนี้หาว่าเบิกความเท็จในข้อที่ว่า "โจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์" เป็นคนละตอน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จนั้น จำเลยแจ้งความว่า โจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์ ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่า โจทก์ไม่ได้ลัก ฉะนั้น คำแจ้งความของจำเลยทั้งหมดจึงเป็นเท็จ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จเสร็จเด็ดขาดไปแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๔) โจทก์จะฟ้องจำเลยในข้อหาฐานเบิกความเท็จอีกไม่ได้ แม้ฟ้องของโจทก์คดีนี้จะกล่าวหาว่าจำเลยเบิกความเท็จเป็นข้อความคนละตอนกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องก็ดี แต่การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียววาระเดียวเป็นการกระทำอันเดียวกันตามหลักทั่วไปในการฟ้องคดี การกระทำอันหนึ่งพึงฟ้องร้องได้ครั้งเดียว สำหรับข้อหาฐานแจ้งความเท็จของโจทก์เรื่องนี้ยังมิได้มีการฟ้องร้องมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดประการใด สิทธิฟ้องคดีของโจทก์ยังไม่ระงับไป โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จแล้ว ก็ต้องฟังว่าถ้อยคำแจ้งความของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นความจริงนั้น เห็นว่า อาจไม่เป็นเช่นนั้น และศาลก็พิพากษาว่าเบิกความเท็จในข้อความอื่น มิใช่ในข้อว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์ของจำเลย จะถือว่าข้อความที่จำเลยแจ้งว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์ของจำเลยเป็นความจริงหาได้ไม่ เรื่องนี้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีก่อนที่หาว่าโจทก์ลักทรัพย์ ซึ่งแสดงว่าโจทก์อาจไม่ใช่คนร้าย รูปคดีถ้อยคำเบิกความของจำเลยที่ว่า โจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์จึงมีเค้ามูลว่าจะไม่ใช่ความจริง และโจทก์นำสืบชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า ความจริงโจทก์มิได้ไปทำการลักทรัพย์ของจำเลย จึงเห็นว่าคดีของโจทก์ฐานแจ้งความเท็จมีมูล พิพากษาแก้ให้รับประทับฟ้องในข้อหาฐานแจ้งความเท็จไว้พิจารณา นอกนั้นให้บังคับคดีตามเดิม. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2509 นายทองใบ ส่งแสง โจทก์ นายฮ้อ แซ่จึง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทองใบ ส่งแสง · จำเลย - นายฮ้อ แซ่จึง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรุณ ตินทุกะสิริ · โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายสุนทร ศิลปไชย · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธรรม วรรณแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1656/2512ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 801/2503
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา