คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สัญญาเช่าที่เป็นคู่ฉบับต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน มิฉะนั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้
2. การโต้แย้งเรื่องการปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน สามารถทำได้ในชั้นอุทธรณ์ฎีกา แม้จะไม่ได้โต้แย้งในศาลชั้นต้น
3. คู่สัญญามิอาจนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดเวลาเช่าที่ระบุไว้ในสัญญาได้
ย่อคำพิพากษา
สัญญาเช่าที่เป็นคู่ฉบับต้องปิดแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 23 ในประมวลรัษฎากร มิฉะนั้นต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 มิให้รับฟัง
ปัญหาที่ว่า เอกสารมิได้ปิดแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรนั้น แม้คู่ความมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้น ก็อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยและรับฟังให้เป็นไปตามบทกฎหมาย และคู่ความไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยให้ผิดบทกฎหมายอย่างไรหรือไม่
สัญญาเช่ามีข้อความกำหนดเวลาเช่าไว้ 1 ปี คู่ความจะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดเวลานี้มิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านจากโจทก์มีกำหนด ๑ ปี ได้มอบเช็คจำนวน ๓,๐๐๐ บาทให้เป็นค่าเช่าล่วงหน้าโดยตกลงกันว่าถ้าจำเลยมิได้มาเช่าหรือเลิกเช่าก่อนกำหนดสัญญาเช่า โจทก์ไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้านี้ จำเลยเข้าอยู่บ้านพิพาทเพียง ๘ เดือนเศษก็ออกไป และยังค้างค่าเช่า ๒ เดือน เป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท จึงขอให้ชำระ
จำเลยให้การว่ามิได้กำหนดเวลาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงตกลงกันด้วยวาจาว่าจำเลยจะเช่าเพียง ๖ เดือน สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องกรอกตัวเลขเอาเอง จำเลยมิได้ค้างค่าเช่าเพราะได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าไว้แล้ว
ศาลชั้นต้นฟังว่า สัญญาเช่ามีกำหนดเวลา ๖ เดือน โจทก์มีสิทธิหักเงินค่าเช่าที่ค้างจากเงินค่าเช่าล่วงหน้า ๓,๐๐๐ บาทได้ จึงให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าที่จำเลยอ้างเป็นคู่ฉบับต้องปิดแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ ๒๓ ในประมวลรัษฎากร เมื่อมิได้ปิดจึงต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลรัษฎากร มิให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นรับฟังสัญญาเช่าฉบับที่จำเลยอ้างชอบแล้วนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปัญหาข้อนี้แม้โจทก์จะมิได้โต้แย้งไว้ในศาลชั้นต้น ก็อาจโต้แย้งในอุทธรณ์ฎีกาได้เพราะ เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยและรับฟังให้เป็นไปตามบทกฎหมาย และคู่ความไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยให้ผิดบทกฎหมายอย่างไรหรือไม่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๓ (๓)(ก) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ และฟังว่าสัญญาเช่าฉบับนี้ที่โจทก์อ้างมีข้อความกำหนดเวลา ๑ ปี จำเลยจะนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงมิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๔ โจทก์จึงไม่ต้องคืนเงินล่วงหน้า ๓,๐๐๐ บาทให้จำเลย และจำเลยต้องชำระค่าเช่าที่ค้างให้โจทก์
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างให้โจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2509
นายอนันต์ โพธิพันธุ์ โจทก์
นายโยคินเดอร์ซิงห์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายอนันต์ โพธิพันธุ์ · จำเลย - นายโยคินเดอร์ซิงห์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ พานิชอัตรา · โพยม เลขยานนท์ · อรุณ ตินทุกะสิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสุนทร วรรณแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจบ เสาวรรณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา