คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 580/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การแสดงเจตนาทำสัญญาผูกพันผู้แสดงเจตนา เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายทราบเจตนาอันซ่อนเร้น
2. ผู้จัดการนิติบุคคลที่นำเงินกู้ของนิติบุคคลไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนนิติบุคคลในการรับเงินกู้นั้น
3. การกู้เงินเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่บัญชีเดินสะพัด ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยทบต้นได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทำสัญญาเป็นผู้กู้ แม้ในใจจริงจะถือว่าทำแทนผู้อื่น และไม่มีเจตนาให้ถูกผูกพันก็ตาม ก็ต้องถูกผูกพันตามที่ได้แสดงเจตนาออกมา เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจนั้น
แม้ผู้จัดการของนิติบุคคลโจทก์จะทราบความในใจดังกล่าวของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อผู้จัดการนั้นกับจำเลยได้ตกลงกันไว้ว่า การกู้เงินครั้งนี้ก็เพื่อเอาเงินมาให้ผู้จัดการ และเมื่อกู้เงินได้แล้ว ผู้จัดการก็ได้รับเงินไปเป็นประโยชน์เฉพาะตัว ผู้จัดการก็ไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนนิติบุคคลตาม ป.พ.พ.มาตรา 80 ความรู้ของผู้จัดการจึงถือเป็นความรู้ของนิติบุคคลด้วยไม่ได้
กู้เงินธนาคารเพื่อเอาไปปลูกบ้านโดยตรงไม่ใช่กรณีบัญชีเดินสะพัด เรียกดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ข้อเท็จจริงมีว่าจำเลยที่ ๑ เซ็นสัญญากู้เงินธนาคารโจทก์เพื่อเอาไปปลูกบ้าน โดยสมรู้กับประธานกรรมการของธนาคารโจทก์เอง เพื่อให้ประธานกรรมการของธนาคารโจทก์ได้เงินกู้นั้น เมื่อธนาคารโจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ กู้เงินแล้ว ประธานกรรมการของธนาคารโจทก์เป็นผู้รับเงินที่ให้กู้นั้นไปเป็นประโยชน์ของตนแต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๒ เซ็นสัญญาค้ำประกันซึ่งยังไม่กรอกข้อความให้ประธานกรรมการของโจทก์ ๆ เอาสัญญานี้ไปค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญา
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้รับเงินกู้หรือได้รับประโยชน์ใดสัญญาจึงไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย และสัญญาค้ำประกันก็ไม่สมบูรณ์ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะฟังว่าในใจจริงจำเลยที่ ๑ ถือว่าทำแทนประธานกรรมการของธนาคารโจทก์ ไม่มีเจตนาให้ตนเองต้องผูกพันก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้แสดงเจตนาเป็นผู้กู้ ก็ต้องถูกผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกนั้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๑๗ เพราะจะถือว่าโจทก์รู้ถึงเจตนาในใจจริงของจำเลยที่ ๑ ด้วยไม่ได้ แม้ประธานกรรมการของธนาคารโจทก์จะรู้เจตนาข้อนี้ของจำเลย แต่ในเรื่องนี้ประธานกรรมการของธนาคารโจทก์มีประโยชน์ได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับธนาคารโจทก์เสียแล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา ๘๐ จึงไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนโจทก์ ความรู้ของประธานกรรมการธนาคารโจทก์จะถือเป็นความรู้ของโจทก์ด้วยไม่ได้
ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้เซ็นสัญญาค้ำประกันโดยไม่รู้ว่าค้ำประกันใคร เรื่องอะไร ก็ต้องรับผิดตามสัญญานั้น เพราะเป็นการที่จำเลยที่ ๒ รู้อยู่ว่าตนได้เซ็นชื่อในสัญญาค้ำประกัน เป็นการยอมให้ประธานกรรมการธนาคารโจทก์นำไปกรอกข้อความเอาเองโดยไม่มีข้อจำกัดอย่างใด
การที่ธนาคารให้กู้ยืมเงินเพื่อเอาไปปลูกบ้านโดยตรง ไม่ใช่กรณีบัญชีเดินสะพัดของธนาคารพาณิชย์ จึงอ้างประเพณีการค้าเพื่อเก็บดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา ๖๕๕
พิพากษากลับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 580/2509
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์
ร้อยเอกจินดา สุมนนัฎ ที่ 1 นายพลฤทธิ์ หิรัญรัศมี ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ · จำเลย - ร้อยเอกจินดา สุมนนัฎ ที่ 1 นายพลฤทธิ์ หิรัญรัศมี ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จิตติ ติงศภัทิย์ · เพรียง โรจนรัส · ไฉน บุญยก |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวิกรม เมาลานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายนิคม ชัยอาญา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา