คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่สัญญา และไม่สามารถอ้างการเข้าใจผิดเพื่อลบล้างสัญญาได้ พินัยกรรมไม่สามารถลบล้างสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้ก่อนถึงแก่กรรมได้
ย่อคำพิพากษา
เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล ศาลพิพากษาตามยอมและบังคับตามยอมแล้ว ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีย่อมเป็นอันถึงที่สุด จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงประการใดหาได้ไม่ คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันโจทก์จำเลยในอันที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามยอมทุกประการ การที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติจะอ้างว่าทำสัญญาโดยเข้าใจผิดหาได้ไม่
พินัยกรรมของจำเลยหามีผลลบล้างสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยได้ทำไว้กับโจทก์ก่อนถึงแก่กรรมไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยยอมให้ลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ ๘๕๖, ๘๕๗ เฉพาะส่วนของจำเลยที่มีอยู่ในที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน
จำเลยให้การว่าที่ดินโฉนดที่ ๘๕๖ ได้ยกให้บุตรหลานไปหมดแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดที่ ๘๕๗ ก็ยกให้บุตรเป็นส่วน ๆ ไปแล้ว เหลือเป็นของจำเลย ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา ยอมให้โจทก์ลงชื่อเฉพาะส่วนดังกล่าวได้
โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันที่ศาลว่า โจทก์จำเลยยินยอมตกลงยกที่ดินโฉนดที่ ๘๕๖ เฉพาะส่วนที่เหลือจากยกให้แก่นางอิน ๑๕ ไร่แล้ว ให้แก่นายบุญชู บัวหลวง (ถึงแก่กรรมแล้ว บุตร ๔ คนรับแทน) ฯลฯ ทั้งสองฝ่ายตกลงจะไปทำการโอนกันที่สำนักงานทะเบียนที่ดินพระนคร วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ..…
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและบังคับตามยอม
โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยบิดพลิ้วไม่ยอมโอนโฉนดที่ ๘๕๖ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอม
ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยจะยกความเข้าใจผิดมาอ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามยอมไม่ได้จำเลยต้องโอนที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม
จำเลยอุทธรณ์
ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายจำเริญ บัวหลวง ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยเข้ามารับมรดกความ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล ศาลได้พิพากษาตามยอมและบังคับตามยอมแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์คดีย่อมเป็นอันถึงที่สุด จะแก้ไขเปลื่ยนแปลงประการใดหาได้ไม่ คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันโจทก์จำเลยในอันที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามยอมทุกประการ การที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติ จะอ้างว่าทำสัญญาโดยเข้าใจผิดหาได้ไม่ การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์โอนที่ดินของโจทก์เองให้คนอื่น เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับจำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อเข้าใจผิดฟังไม่ขึ้น จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษานับแต่วันที่ได้มีคำบังคับ ที่จำเลยอ้างว่าคดีนี้เป็นเรื่องสัญญาจะให้หรือคำมั่นจะให้ทรัพย์นั้นเป็นเรื่องจำเลยเข้าใจกฎหมายผิด พินัยกรรมของนายเผื่อนจำเลยก็หามีผลลบล้างสัญญาประนีประนอมยอมความที่นายเผื่อนได้ทำไว้กับโจทก์ก่อนถึงแก่กรรมนั้นไม่
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2510
นางโถม บัวหลวง โจทก์
นายเผื่อน บัวหลวง โดยนายจำเริญ บัวหลวง ผู้รับมรดกความ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางโถม บัวหลวง · จำเลย - นายเผื่อน บัวหลวง โดยนายจำเริญ บัวหลวง ผู้รับมรดกความ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถาวร หุตะโกวิท · ยง เหลืองรังษี · นิคม ชัยอาญา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายถนอม ครูไพศาล · ศาลอุทธรณ์ - นายเสถียร ลิมปิษเฐียร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา