⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1245/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เสียหายซึ่งเป็นเพียงผู้อาศัยย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานทำให้เสียทรัพย์กับจำเลยซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของทรัพย์ได้ ศาลอุทธรณ์อาจยกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยมิได้เป็นคนทำให้ทรัพย์นั้นเสียหายได้ แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ก็ตาม เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ทำให้ทรัพย์เสียหายนั้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่ใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่มีอุทธรณ์

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยตัดฟันต้นมะขามเทศในที่ดินของมารดา เมื่อมารดาไม่ร้องทุกข์ ผู้เสียหายซึ่งเป็นเพียงผู้อาศัยย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานทำให้เสียทรัพย์กับจำเลยซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของทรัพย์ได้ บทบัญญัติในมาตรา 194 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนนั้นหมายเฉพาะข้อเท็จจริงที่ใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่มีอุทธรณ์เท่านั้น คดีเรื่องทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยฟังว่าทรัพย์นั้นไม่ใช่ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองมีอำนาจร้องทุกข์ได้ ดังนี้ ศาลอุทธรณ์อาจยกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยมิได้เป็นคนทำให้ทรัพย์นั้นเสียหายได้ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงที่ใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่มีอุทธรณ์ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ทำให้ทรัพย์เสียหาย ดังนี้ โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 แม้โจทก์ฎีกาอ้างว่าเป็นฎีกาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจแปลข้อความในฎีกานั้นได้ว่า พอถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงด้วย และถ้าคดีไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นให้ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.194 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.361

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันรั้วต้นมะขามเทศของนายสวยเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๘๓ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ฟันและอ้างว่าต้นมะขามเทศนั้นนางละม่อมมารดาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ปลูกร่วมกับนางละม่อม และนางละม่อมเป็นคนฟันเอง คดีได้ความว่า นายสวย กับจำเลยที่ ๑ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยต่างก็เป็นบุตรของนางละม่อม ส่วนจำเลยที่ ๒,๓ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าจำเลยตัดฟันต้นมะขามเทศ แต่ต้นมะขามเทศนั้นเป็นของนางละม่อมเพราะปลูกอยู่บนที่ดินของนางละม่อมจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อนางละม่อมมิได้ร้องทุกข์ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่า แม้จะฟังว่าต้นมะขามเทศเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่นายสวยก็เป็นผู้ครอบครองต้นมะขามเทศนั้น นายสวยจึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์มีอำนาจฟ้องได้ตามฎีกา ๔๒๐/๒๕๐๕ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า นางละม่อมเป็นคนฟันต้นมะขามเทศของตนเอง จำเลยไม่ได้ตัดฟัน จึงพิพากษายกฟ้องยืนตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ตัดฟัน ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยไม่ได้ตัดฟัน เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๔ ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าจำเลยเป็นผู้ตัดฟัน และนายสวยเป็นผู้ครอบครอง ต้นมะขามเทศรายนี้อยู่ ย่อมเป็นผู้เสียหาย โจทก์มีอำนาจฟ้องได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๔ ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีอุทธรณ์แต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ๆ ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน" นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนนั้น หมายเฉพาะข้อเท็จจริงที่ใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่มีอุทธรณ์เท่านั้น โดยเฉพาะคดีนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้อาศัยปลูกเรือนอยู่ในที่ดินของนางละม่อมมารดา และผู้เสียหายได้ปลูกต้นมะขามเทศลงในที่ดินนั้นเพื่อทำเป็นรั้วล้อมบ้านเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่นั้นจะถือเป็นยุติไม่ได้ ฉะนั้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ว่าจำเลยมิได้เป็นคนฟัน และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงได้ อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาของโจทก์พอถือได้ว่าเป็นฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย และโจทก์มีนางจุ่นและเด็กชายไพศาลเบิกความรับรองว่า จำเลยทั้งสามเป็นผู้ตัดฟัน เรื่องนี้เหตุเกิดเวลากลางวันและกรณีเป็นเรื่องตัดฟันรั้วต้นมระขามเทศยาวตั้ง ๒๘ วาเศษ ไม่น่าเชื่อว่านางละม่อมซึ่งมีอายุตั้ง ๗๓ ปี จะมีกำลังสามารถตัดฟันจนสำเร็จได้ด้วยลำพังคนเดียวดังจำเลยนำสืบ ฉะนั้น ศาลฎีกาจึงพังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามเป็นผู้ตัดฟันต้นมะขามเทศนั้นแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางละม่อมเป็นเจ้าของที่ดินและต้นมะขามเทศที่ถูกจำเลยฟัน ฉะนั้น แม้จำเลยจะเป็นคนฟัน แต่เมื่อนางละม่อมมิได้ร้องทุกข์ นายสวยซึ่งอาศัยสิทธิของนางละม่อมจึงไม่อาจร้องทุกข์ในคดีนี้ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2510 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายเกลี่ย บุษบรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ · จำเลย - นายเกลี่ย บุษบรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไฉน บุญยก · จิตติ ติงศภัทิย์ · ประสม เภกะสุต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสมศักดิ์ เกิดลาภผล · ศาลอุทธรณ์ - นายบัญญัติ สุขารมณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1955/2546ฎีกา 7390-7391/2553ฎีกา 1093/2568ฎีกา 1680/2520ฎีกา 959/2531ฎีกา 1683/2523ฎีกา 5660/2533ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 845/2543ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 218/2555ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา