คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ภริยาต้องผูกพันในการกระทำของสามี หากภริยารู้เห็นยินยอมในการที่สามีนำสินสมรสไปใช้เป็นหลักประกันหนี้ของบุคคลภายนอก.
ย่อคำพิพากษา
ภริยารู้เห็นยินยอมในการที่สามีลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบโฉนดที่ดินซึ่งเป็นสินบริคณห์ให้บุคคลภายนอกนำไปให้ธนาคารยึดถือไว้เป็นหลักฐานในการที่บุคคลภายนอกเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารนั้น แม้ภริยาจะมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจด้วยภริยาก็ต้องผูกพันในการกระทำของสามี
สามีภริยาร่วมรู้เห็นยินยอมให้บุคคลภายนอกเอาโฉนดที่ดินซึ่งเป็นสินบริคณห์ไปให้ธนาคารยึดถือไว้เป็นหลักฐานในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของบุคคลภายนอก เมื่อบุคคลภายนอกยังค้างชำระหนี้ธนาคารอยู่ ธนาคารก็มีสิทธิยึดโฉนดไว้ได้ สามีและภริยาเจ้าของโฉนดไม่มีสิทธิเรียกคืนโฉนดนั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๑๓๙๖ ร่วมกับนายสืบ รักประสิทธิ์ เมื่อหลายปีมาแล้วนายสืบเอาที่ดินส่วนของตนไปมอบแก่จำเลยเพื่อประกันตัวนายศักดิ์ ชัยปรีชา ในการทำงาน ที่ดินส่วนของโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โจทก์ติดต่อขอรับโฉนดคืนจากจำเลยจำเลยไม่ยอมคืน ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดให้โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์กับนายสืบเป็นสามีภริยากัน โจทก์และนายสืบกับนายศักดิ์ลงทุนประกอบการค้าขายร่วมกัน และนายศักดิ์ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลยนายสืบได้ยอมผูกพันตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันนายศักดิ์ต่อจำเลยโดยความรู้เห็นยินยอมของโจทก์โดยนายสืบได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ไว้แก่จำเลย และได้มอบโฉนดรายพิพาทให้แก่จำเลย นายศักดิ์เป็นลูกหนี้จำเลยจนบัดนี้ยังไม่ได้รับชำระ จำเลยมีสิทธิที่จะยึดถือโฉนดพิพาทไว้ได้
จำเลยได้ขอให้ศาลหมายเรียกนายสืบเข้ามาในคดีด้วย
นายสืบให้การว่า ไม่เคยเป็นลูกหนี้ของจำเลย นายศักดิ์บุตรเขยหลอกลวงว่าจะไปทำสัญญารับจ้างเหมาทำงาน ขอยืมโฉนดพิพาทไปประกัน และได้ลงชื่อในใบมอบอำนาจโดยยังมิได้กรอกข้อความ จำเลยกับนายสืบไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ อันจำเลยจะอ้างมายึดโฉนดรายพิพาทไว้
ศาลชั้นต้นให้นายสืบเป็นโจทก์ร่วม และพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดคืนโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์และ โจทก์ร่วมมีส่วนได้เสียอยู่ในกิจการของโรงงานที่นายศักดิ์ซื้อไว้ และเชื่อว่าโจทก์และโจทก์ร่วมน่าจะได้รู้เห็นยินยอมมอบโฉนดพิพาทให้นายศักดิ์นำไปให้จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักฐานในการที่นายศักดิ์เบิกเงินเกินบัญชีไปจากจำเลย และมีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่โจทก์ร่วมมอบโฉนดพิพาทและเซ็นชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้นายศักดิ์แม้โจทก์จะมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ก็ย่อมต้องผูกพันในการกระทำของโจทก์ร่วมผู้เป็นสามีด้วย เพราะถือได้ว่าโฉนดพิพาทเป็นสินบริคณห์ และโจทก์ร่วมมีอำนาจจัดการแทนภริยาตามอำนาจของกฎหมาย เมื่อนายศักดิ์ยังค้างชำระหนี้จำเลยอยู่ และฟังได้ว่าโจทก์กับโจทก์ร่วมรู้เห็นยินยอมให้นายศักดิ์เอาโฉนดพิพาทไปให้จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักฐานแล้ว จำเลยก็มีสิทธิยึดโฉนดของโจทก์และโจทก์ร่วมไว้ได้ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมยินยอม
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2510
นางบุญมา รักประสิทธิ์ โจทก์
นายสืบ รักประสิทธิ์ โจทก์ร่วม
บริษัทธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางบุญมา รักประสิทธิ์ · โจทก์ร่วม - นายสืบ รักประสิทธิ์ · จำเลย - บริษัทธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ลออง จุลกะเศียน · ชิต บุณยประภัศร · แถม สิริสาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจรัญ อิศระ · ศาลอุทธรณ์ - นายรัตน์ ศรีไกรวิน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา