⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 208/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ถือเป็นการบังคับตามสัญญาโดยเฉพาะเจาะจง และมีผลให้ผู้ซื้อได้รับสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินทันที แม้การชำระราคาและจดทะเบียนโอนยังมิได้กระทำก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนขายนาพิพาทซึ่งมีเพียง ส.ค.1 ให้แก่ผู้ร้อง ตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการบังคับโดยเฉพาะเจาะจงและสภาพแห่งหนี้เปิดช่องที่จะบังคับได้ จำเลยจะเลือกชำระหนี้เป็นอย่างอื่นมิได้ คำพิพากษานี้ย่อมมีผลให้ผู้ร้องได้รับสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของนาพิพาทโดยทันที แม้การชำระราคาที่ค้าง รวมทั้งการไถ่ถอนจำนองและการจดทะเบียนโอนขายนาพิพาทจะยังมิได้กระทำกัน โจทก์เพิ่งทำการยึดนาพิพาทภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีนั้น โจทก์จะอ้างว่า ผู้ร้องและจำเลยเพียงแต่มีสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันซึ่งผู้ร้องยังไม่มีสิทธิอะไรในนาพิพาทหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.153 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.198 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เนื่องจากจำเลยยอมรับใช้เงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์ ๑๓,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลได้พิพากษาตามยอมครบกำหนดจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงนำยึดที่ดิน ผู้ร้องร้องว่าที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยได้ขายที่ดินรายนี้ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึด โจทก์ให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยอยู่ตามคำพิพากษาของศาล จำเลยกู้และรับงินของโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ ต่อมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ จำเลยนำนาพิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายใหักับผู้ร้องทำให้โจทก์เสียเปรียบ ผู้ร้องยังค้างชำระราคาอยู่ ที่ดินยังคงเป็นของจำเลยขณะนำยึดจำเลยยังมิได้ทำการโอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยเด็ดขาด ในวันนัดสืบพยานผู้ร้อง คู่ความรับกันว่าที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งแดงที่ ๒๓๖, ๒๓๗/๒๕๐๒ ซึ่งศาลฎีกาพากษาว่า โจทก์ (ผู้ร้องคดีนี้) มิได้เป็นผู้ผิดสัญญา ให้จำเลยรับเงินค่านาและไถ่ถอนการจำนองนาพิพาทจากสหกรณ์ แล้วโอนขายให้โจทก์ตามสัญญา เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฯ มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนนาพิพาทให้แก่ผู้ใด หลังจากศาลฎีกาพิพากษา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชำระเงินค่าที่ดิน ๘,๑๕๐ บาทที่ค้างต่อศาล เพื่อให้จำเลยรับไปไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยยังมิได้รับเงินไป ที่พิพาทยังไม่มีการโอนและยังไม่ได้ไถ่ถอนจำนอง ผู้ร้องครอบคอรงที่พิพาทตลอดมา ส่วนประเด็นที่โจทก์อ้างว่าทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ เพราะโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาล จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ ต่อมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ จำเลยทำสัญญาจะซื้อขาย ให้ผู้ร้องนั้น ผู้ร้องรับว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หนังสือสัญญากู้ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ และสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ จริง ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยาน และนัดฟังคำพิพากษาวันรุ่งขึ้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิในที่พิพาท ข้อเท็จจริงไม่พอฟังว่าเป็นการทำให้เจ้าหนี้(โจทก์) เสียเปรียบ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าผู้ร้องได้ไปซึ่งสิทธิความเป็นเจ้าของที่นาพิาทแล้ว โดยผลแห่งคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ นับแต่วันฟังคำพิพากษาฎีกาเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๕ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์รายพิพาท พิพากษากลับ ให้โจทก์ปล่อยทรัพย์รายพิพาท ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ ว่า สัญญาจะซื้อขายนาพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยยังมีผลให้บังคับกันได้อยู่ ให้จำเลยรับเงินราคานาพิพาทที่ค้างอยู่อีก ๘,๑๕๐ บาท จากผู้ร้องและจัดการไถ่ถอนการจำนองนาพิพาทที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ แล้วโอนขายให้ผู้ร้องตามสัญญา ซึ่งศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาพิพากษายืน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาผู้ร้องได้ครอบครองนาพิพาทมาตามสัญญาจะซื้อขาย ผู้ร้องได้นำเงิน ๘,๑๕๐ บาท มาวางศาล ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ ซึ่งให้จำเลยโอนขายนาพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการบังคับโดยเฉพาะเจาะจงและสภาพแห่งหนี้เปิดช่องที่จะบังคับได้ จำเลยจะเลือกชำระหนี้เป็นอย่างอื่นมิได้ ทั้งไม่อยู่ในบังคับแห่งเงื่อนเวลาที่ผู้ร้องจะยังบังคับไม่ได้อย่างใด นาพิพาทไม่มีโฉนด (มีแต่เพียง ส.ด.๑) และผู้ร้องก็เป็นผู้ครอบครองอยู่ คำพิพากษานี้ย่อมมีผลให้ผู้ร้องได้สิทธิเป็นเจ้าของนาพิพาทโดยทันที แม้การชำระราคาที่ค้าง รวมทั้งการไถ่ถอน จำนอง และการจดทะเบียน โอน ขายนาพิพาทจะยังมิได้กระทำกันก็ตาม ก็หามีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ร้องเช่นนี้ประการใดไม่ โจทก์เพิ่งทำการยึดนาพิพาทภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖, ๒๓๗/๒๕๐๒ คือ ภายหลังที่ผู้ร้องได้สิทธิดังกล่าวแล้วโจทก์จะอ้างว่าผู้ร้องและจำเลยเพียงแต่มีสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันเท่านั้น ซึ่งผู้ร้องยังไม่มีสิทธิในนาพิพาทหาได้ไม่ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานของคู่กรณีในเรื่องที่โจทก์คัดค้านว่า การซื้อขายนาพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบเสร็จแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2510 นายฟู ลาภไพรินทร์ โจทก์ นายทวีศักดิ์ เรืองฤทธิ์ ล. นายเผื่อน แก่นจ้าย ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายฟู ลาภไพรินทร์ · ล. - นายทวีศักดิ์ เรืองฤทธิ์ · ผู้ร้อง - นายเผื่อน แก่นจ้าย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา · อรุณ ตินทุกะสิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายแผ้ว ศิวะบวร · ศาลอุทธรณ์ - นายประเทือน ชลายน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1216/2538ฎีกา 7943/2549ฎีกา 3806/2549ฎีกา 3552/2539ฎีกา 5128/2541ฎีกา 1730/2520ฎีกา 3034/2526ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 3375/2532ฎีกา 170/2497ฎีกา 770/2535ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 7677/2557ฎีกา 5317/2538ฎีกา 6789/2541ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1649/2498ฎีกา 2345/2540ฎีกา 3886/2566ฎีกา 377/2536ฎีกา 1492/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา