คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* หากจำเลยไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาอาจพิจารณาพิพากษาต่อไปได้
* การกระทำที่เอาทรัพย์สินของตนเองไปจากผู้ครอบครอง ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์
* หากโจทก์ฟ้องความผิดฐานหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่ฟ้องในสาระสำคัญ ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานอื่นที่ไม่ได้ฟ้องไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
คดีอาญา ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้ ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบด้วยมาตรา 201
จำเลยจำนำสร้อยคอของตนไว้กับผู้เสียหายเพื่อเอาเงินมาเล่นการพนัน แล้วจำเลยกระชากสร้อยเส้นนั้นไปจากคอผู้เสียหาย ไม่เป็นผิดฐานลักทรัพย์ เพราะสร้อยนั้นเป็นของจำเลยเอง และเมื่อไม่เป็นการลักทรัพย์ ก็ไม่อาจเป็นผิดฐานชิงทรัพย์ได้
การกระทำของจำเลยดังกล่าวแล้วนั้นอาจเป็นผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349 แต่โจทก์ฟ้องว่าชิงทรัพย์ จะลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ไม่ได้ เพราะถือว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสารสำคัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรค 2 คดีต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ด้วยหรือไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันลักสร้อยคอของนายเอี้ยว แซ่เบ้ ผู้เสียหายไปและจำเลยร่วมกันใช้กำลังทำร้ายนายเอี้ยว แซ่เบ้ จนเป็นอันตรายแก่กาย เพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์ และพาทรัพย์ดังกล่าวไป ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ข้อเท็จจริงในคดีฟังยุติได้ว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายกับพวกและจำเลยที่ ๑ ได้ลักลอบเล่นการพนันกันที่ห้องของจำเลยที่ ๑ ผู้เสียหายเป็นฝ่ายเล่นได้ จำเลยที่ ๑ เล่นเสียจึงเอาสร้อยคอทองคำของตนจำนำผู้เสียหายไว้เป็นเงินทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ บาท ครั้นเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ นาฬิกาก็เลิกเล่นกัน พวกเล่นต่างทยอยกลับ ขณะที่ผู้เสียหายจะออกจากประตูห้อง จำเลยที่ ๑ ได้พูดขอสร้อยคืน ผู้เสียหายบอกให้เอาเงินมาไถ่ จำเลยที่ ๑ ก็กระชากสร้อยซึ่งสวมอยู่ที่คอผู้เสียหายจนขอหลุดหาย สร้อยติดมือจำเลยที่ ๑ ไป ทันใดนั้น จำเลยที่ ๒ ได้ใช้ไม้ท่อนตีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ผู้เสียหายวิ่งหนีไปแจ้งความตำรวจที่ป้อมยาม แจ้งว่าผู้เสียหายบุกรุกเข้าไปชิงทรัพย์
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้ ศาลฎีกาก็พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ประกอบด้วยมาตรา ๒๐๑ และการที่จำเลยที่ ๑ จำนำสร้อยคอของตนไว้กับผู้เสียหายนั้นต้องถือว่าสร้อยนั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ อยู่ ทรัพย์นั้นเป็นเพียงเพื่อประกันการชำระหนี้เท่านั้น การที่จำเลยเอาทรัพย์ของตนเองไป จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ และเมื่อไม่เป็นลักทรัพย์ก็ไม่อาจเป็นผิดฐานชิงทรัพย์ได้ หากจะเป็นผิดก็เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๙ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าชิงทรัพย์ จะลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ไม่ได้ เพราะถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสารสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรค ๒ คดีต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ด้วยหรือไม่
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ฐานชิงทรัพย์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ เช่นเดียวกับที่ศาลลงโทษจำเลยที่ ๒ นั้น ข้อเท็จจริงยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ทำร้ายร่างกายผู้เสียอย่างใด ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2510
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายอั้งชอ หรือน้อย แซ่แต้ ที่ 1 นายแกะหรือลี้ แซ่ลี้ ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นายอั้งชอ หรือน้อย แซ่แต้ ที่ 1 นายแกะหรือลี้ แซ่ลี้ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พยุง วัฒนสิงหะ · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยาคม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายประสพ ปรัชญาภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเนิ่น กฤษณะเศรนี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา