คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เอกสารที่อ้างเป็นหลักฐานการกู้ยืมต้องมีข้อความแสดงเจตนาของผู้กู้ที่จะกู้เงินและผู้ให้กู้จะให้ยืมเงินจำนวนเท่าใด และผู้กู้ได้รับเงินไปแล้ว จึงจะถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
ย่อคำพิพากษา
เอกสารที่อ้างเป็นหลักฐานการกู้ยืมมีข้อความว่า " ฯลฯ พักนี้เงินของฉันถอนเงินห้าพันบาทมาซื้อผ้าผวยไว้ขายหมดแล้วไม่มีเงินซื้อของ ฯลฯ พักนี้งาลงราคา ฯลฯ ฉันจะยืมเงินมณีมาซื้อของสัก 5 พันบาท หรือ 4 พันบาทก็ได้ จะรีบเข้าหุ้นส่วนซื้องาเก็บไว้ขายปลายปีนี้ ถ้าเหลือเงินให้รีบส่งมาโดยเร็ว ฯลฯ เงินฉันยังขาดอีกหลายพันบาทถ้ามีให้รีบส่งมา" ข้อความในเอกสารดังกล่าวนี้ฟังได้เพียงว่า ผู้ยืมแสดงเจตนาขอยืมเงินจากผู้ให้ยืมเท่านั้น ส่วนผู้ยืมจะได้รับเงินไปจากผู้ให้ยืมตามที่ขอยืมหรือไม่ จำนวนเท่าใดหาได้มีข้อความหรือเอกสารอื่นใด ลงลายมือผู้ยืมเป็นหลักฐานไม่ เอกสารดังกล่าวจึงไม่พอฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ฉะนั้น โจทก์จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า นางสาวพังได้ยืมเงินของโจทก์ไป ดังหนังสือยืมตามสำเนาท้ายฟ้อง แต่ไม่มีสัญญากู้ยืม ต่อมานางสาวพังตาย จำเลยซึ่งเป็นผู้รับและครอบครองทรัพย์มรดกไม่ยอมชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฟ้องว่า ตามทางบรรยายฟ้อง ปรากฏว่าการกู้ยืมรายนี้ซึ่งเป็นเงินเกิน ๕๐ บาท หาได้ทำหนังสือสัญญากู้กันไม่ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ ว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารที่โจทก์อ้างเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมรายนี้มีข้อความตามสำเนาท้ายฟ้องว่า " ฯลฯ พักนี้เงินของฉันถอนเงินห้าพันบาทมาซื้อผ้าผวยไว้ขายหมดแล้วไม่มีเงินซื้อของ ฯลฯ พักนี้งาลงราคา ฯลฯ ฉันจะขอยืมเงินมณีมาซื้อของสัก ๕ พันบาทหรือ ๔ พันบาทก็ได้ จะรีบเข้าหุ้นส่วนซื้องาเก็บไว้ขายปลายปีนี้ ถ้าเหลือเงินให้รีบส่งมาโดยเร็ว ฯลฯ เงินฉันยังขาดอีกหลายพันบาท ถ้ามีให้รีบส่งมา" ข้อความในเอกสารดังกล่าวนี้ฟังได้เพียงว่านางสาวพังแสดงเจตนาขอยืมเงินโจทก์เท่านั้น ส่วนนางสาวพังจะได้รับเงินไปจากโจทก์ตามที่ขอยืมหรือไม่ จำนวนเท่าใด หาได้มีข้อความหรือเอกสารอื่นใด ลงลายมือชื่อนางสาวพังผู้ยืมเป็นหลักฐานไม่ เอกสารตามสำเนาท้ายฟ้องไม่พอฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ฉะนั้น โจทก์จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ ที่โจทก์อ้างและส่งสำเนาเอกสารอีกฉบับหนึ่งมาพร้อมฎีกา เพื่อแสดงว่านางสาวพังได้รับเงินจากโจทก์ไปในฐานะลูกหนี้กู้ยืมนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นเอกสารนอกฟ้อง ยังไม่มีเหตุพอที่จะสั้งให้รับฟ้องของโจทก์ไว้
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2510
นางมณี เลมวิมล นางสาวมุกดา ชีระพันธ์ ในฐานะผู้รับมรดกนางสาวพัง
ชีระพันธุ์ ผู้วายชนม์
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ในฐานะผู้รับมรดกนางสาวพัง - นางมณี เลมวิมล นางสาวมุกดา ชีระพันธ์ · ผู้วายชนม์ - ชีระพันธุ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จินตา บุณยอาคม · สวิง ลัดพลี · ศริ มลิลา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครปฐม - นายไพศาล วิบุลศิลป์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจิตติ ศิงศภัทิย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา