⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1004/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1004/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าของรวมในทรัพย์สินมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินนั้นจากเจ้าของรวมคนอื่นได้เสมอ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์จำเลยไม่อาจตกลงแบ่งที่ดินมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ในศาลได้ ที่ดินที่โจทก์จำเลยตกลงอุทิศให้มัสยิดหัวหมากตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีมัสยิดหัวหมากที่จะได้รับประโยชน์ ข้อตกลงข้อนี้เป็นโมฆะต้องนำที่ดินส่วนที่ยกให้มัสยิดหัวหมากมาแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละเท่าๆ กัน โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินแปลงนี้ร่วมกันต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ดังนี้ เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่ามัสยิดหัวหมากไม่มีตัวตนอยู่ ต้องนำที่ดินส่วนนั้นมาแบ่งระหว่างโจทก์จำเลย แต่ไม่อาจตกลงกันได้ ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งโจทก์จำเลยมีสิทธิร่วมกันในที่ดินมรดกแปลงนี้ ไม่อาจตกลงแบ่งกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้เสมอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363, 1364 ฟ้องของโจทก์ได้แสดงชัดแจ้งแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งขออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55, 172 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า มัสยิดหัวหมากไม่มีตัวตนดังที่ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันในศาล แต่จำเลยให้การว่ามัสยิดหัวหมากมีตัวตนอยู่ ประเด็นหน้าที่นำสืบจึงตกแก่โจทก์ต้องนำสืบก่อนให้สมตามฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1363 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1364

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดที่ ๒๐๙๘ เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ๑ งาน ๔๖ ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของนางโสม นางโสมถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรม ที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นทายาทและผู้รับมรดกแทนที่ โจทก์มีสิทธิได้รับ ๑ ใน ๗ ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ ๗ ไร่ ๙๒ ตารางวา ราคา ๗๒,๐๐๐ บาท โจทก์จำเลยทุกคนไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินมรดกร่วมกันแล้วและปกครองที่ดินร่วมกัน โดยมิได้แบ่งแยกโฉนด ต่อมาจำเลยที่ ๑ ถึง ๖ ฟ้อง จำเลยที่ ๗, ๘ ขอแบ่งแยกโฉนด ได้ยอมความกัน โดยย่อมแบ่งแยกที่ดินตามส่วน และยอมแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งให้มัสยิดหัวหมาก โดยโจทก์คดีนี้ก็ยอมตามสัญญายอมความนั้นด้วย แต่เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัดแบ่งแยกตามสัญญา จำเลยต่างไม่อาจตกลงกันได้ ทั้งมัสยิดหัวหมากไม่มีตัวตน โจทก์ขอให้พวกจำเลยจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เจ้าพนักงานรังวัดแบ่งแยกที่ดินรายพิพาทให้โจทก์ ๑ ใน ๗ ส่วน แต่จำเลยไม่อาจตกลงกันได้ ขอให้ศาลบังคับ ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ให้การว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่กับจำเลย ฯลฯ จำเลยที่ ๗, ๘ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ศาลแพ่งวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อโต้เถียงเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ ฯลฯ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์คงบรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์จำเลยไม่อาจที่จะตกลงแบ่งที่ดินมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ดินที่โจทก์จำเลยตกลงอุทิศให้มัสยิดหัวหมากตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีมัสยิดหัวหมากที่จะได้รับประโยชน์ ข้อตกลงข้อนี้เป็นโมฆะ ต้องนำที่ดินส่วนที่ยกให้มัสยิดหัวหมากมาแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละเท่าๆ กัน กับโจทก์จำเลยได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินแปลงนี้ร่วมกันต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิ์ฟ้องจำเลยขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่า มัสยิดหัวหมากไม่มีตัวตนอยู่ ต้องนำที่ดินส่วนนั้นมาแบ่งระหว่างโจทก์จำเลย แต่ไม่อาจตกลงกันได้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งโจทก์จำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินมรดกแปลงนี้ไม่อาจจะตกลงแบ่งกันได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมย่อมมีสิทธิจะฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้เสมอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๓, ๑๓๖๔ ฟ้องของโจทก์ได้แสดงชัดแจ้งแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕, ๑๗๒ แล้ว ศาลต้องรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น โจทก์ฎีกาต่อไปว่า มัสยิดหัวหมากผู้ซึ่งจะได้รับส่วนแบ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์จำเลยตกลงกันไว้นั้นไม่มีตัวตนอยู่ ข้อกำหนดในสัญญายอมจึงเป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะ ต้องนำที่ดินส่วนนี้มาแบ่งระหว่างโจทก์จำเลยคนละเท่าๆ กันนั้น ประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรจะวินิจฉัยต่อไปทีเดียว ได้ความว่าโจทก์และจำเลยต่างแถลงไม่สืบพยาน เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ามัสยิดหัวหมากไม่มีตัวตนดังที่ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ จำเลยทำไว้ต่อกัน แต่จำเลยให้การว่ามัสยิดหัวหมากมีตัวตนอยู่ ประเด็นหน้าที่นำสืบ จึงตกแก่โจทก์ต้องนำสืบก่อนให้สมตามคำกล่าวอ้างในฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานมาสืบฟ้องของโจทก์ก็รับฟังไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ และต้องแพ้คดีจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1004/2511 นายเลาะหรือดนัย บุญมาเลิศ โจทก์ นายประเสริฐ บุญมาเลิศ กับพวกรวม 8 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเลาะหรือดนัย บุญมาเลิศ · ล. - นายประเสริฐ บุญมาเลิศ กับพวกรวม 8 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชิต บุณยประภัศร · ลออง จุลกะเศียน · แถม สิริสาลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุเมธ ทิพยมนตรี · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท สุคนธมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2135/2518ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 848/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1616/2522ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา