⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1583/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศที่สิ้นสุดในประเทศไทย ยังคงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยว่าด้วยการรับขนของทางทะเล แม้กฎหมายดังกล่าวจะยังไม่มีเป็นการเฉพาะ และข้อตกลงให้ใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่ข้อพิพาท จะใช้บังคับได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอายุความซึ่งถือเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การส่งมอบสินค้าให้แก่บุคคลที่มิใช่ผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบ ถือเป็นการส่งมอบที่ไม่ชอบและผู้รับขนต้องรับผิดต่อผู้ทรงใบตราส่ง แม้จะมีการอ้างประเพณีปฏิบัติก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การรับขนของจากประเทศเดนมารค์และนอร์เวย์มายังประเทศไทย แม้ของจะมาถึงประเทศไทยแล้ว ก็ยังเป็นสัญญาในการรับขนของทางทะเล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 ซึ่งในปัจจุบันนี้กฎหมายและกฎข้อบังคับของประเทศไทยว่าด้วยการรับขนของทางทะเลยังไม่มี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเล การตกลงกันให้ใช้กฎหมายเดนมาร์คบังคับแก่ข้อพิพาท ย่อมจะให้ใช้ได้เพียงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย กฎหมายเรื่องอายุความ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประเทศไทย ฉะนั้น ข้อตกลงหรือเงื่อนไขในใบตราส่งในส่วนที่จะให้มีผลถึงการใช้กฎหมายเรื่องอายุความของกฎหมายเดนมาร์คมาบังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงใช้บังคับไม่ได้ แม้โจทก์จะไปรับสินค้าจากจำเลยเป็นเวลาล่าช้าก็ดี ก็ไม่เป็นเหตุถึงกับจะทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะรับสินค้านั้นจากจำเลย หากการล่าช้านั้นเป็นเหตุให้เกิดการเสียหายแก่จำเลยอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวกันได้ โจทก์เป็นผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบตามใบกำกับสินค้าซึ่งมีรายการตามใบตราส่งและซึ่งมีอยู่ที่จำเลยนั้น ปรากฏว่า รายการเกี่ยวกับผู้รับตราส่งลงไว้โดยมิได้ระบุชื่อผู้ใด แต่ลงว่า 'ตามคำสั่ง' ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ทรงใบตราส่ง แต่จำเลยกลับมอบสินค้านั้นแก่บริษัทอุดม จำกัด ไปโดยที่บริษัทอุดม จำกัด มิใช่ผู้รับตราส่งไม่ได้เป็นผู้ทรงใบตราส่ง เป็นการส่งโดยมิชอบ แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันเช่นนั้นจำเลยก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์เป็นทั้งผู้ทรงใบตราส่งและผู้ทรงตั๋วแลกเงินตั๋วแลกเงินยังไม่ได้มีการใช้เงิน หนี้จึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลย จำเลยอาจฟ้องธนาคารแหลมทอง จำกัด เรียกให้ชำระหนี้แก่จำเลยตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารแหลมทอง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกัน ในการที่บริษัทอุดม จำกัด รับสินค้าไปจากจำเลย ถ้าหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยก็ย่อมจะขอให้เรียกธนาคารแหลมทอง จำกัดเข้ามาในคดีได้ แต่จะพิพากษาให้ธนาคารแหลมทองจำกัดต้องรับผิดแทนจำเลยหาได้ไม่ เพราะโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์อันใดกับธนาคารแหลมทองจำกัด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.114 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.612 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.615 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.616 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.624 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.686

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๔ ถึงเดือนมกราคม ๒๔๙๕จำเลยรับขนสินค้ากระดาษตามคำสั่งของบริษัทพรูสต์ แอนด์แบรนดต์ จำกัด และบริษัทโทรีเซ็น จำกัด เพื่อส่งมายังกรุงเทพโดยจำเลยออกใบตราส่งให้เป็นหลักฐานสินค้าดังกล่าวมีราคา๑๕,๕๕๐ ปอนด์ ๑๖ ชิลลิง ๕ เพนซ์ บริษัทดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อสลักหลังลอยในใบตราส่งแล้วมอบให้แก่โจทก์ผ่านทางตัวแทนในต่างประเทศ สินค้าตามใบตราส่งเป็นสินค้าที่บริษัทอุดม จำกัดขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร ออฟ เครดิต สั่งซื้อจากผู้ส่งสินค้าดังกล่าวตามประเพณีการค้าและการธนาคาร ธนาคารจะต้องรับรองการชำระราคาต่อผู้ขาย โดยยอมรับซื้อตั๋วแลกเงินที่ผู้ขายจะพึงออกเรียกเก็บราคาสินค้า เพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บจากผู้ซื้อได้ในภายหลังธนาคารตัวแทนโจทก์ในต่างประเทศได้ชำระราคาสินค้าแก่ผู้ขายแล้วบริษัทจึงสลักหลังลอยใบตราส่ง และส่งมอบใบตราส่งผ่านธนาคารตัวแทนโจทก์จนถึงมือโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงใบตราส่งและมีสิทธิรับสินค้าตามใบตราส่งแต่ผู้เดียว เมื่อเรือบรรทุกสินค้ามาถึงเกาะสีชัง จำเลยได้ส่งมอบสินค้าตามใบตราส่งให้แก่บริษัทอุดมไปโดยที่จำเลยทราบหรือควรจะทราบว่าบริษัทอุดมไม่ใช่ผู้รับตราส่งไม่ใช่ผู้ทรงใบตราส่ง ภายใต้การค้ำประกันของธนาคารแหลมทอง จำกัดหลังจากนั้นบริษัทอุดมไม่เคยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ๙๑๔,๙๔๒.๐๖ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิด บริษัทอุดมเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าจึงเป็นผู้รับตราส่ง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกธนาคารแหลมทอง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาต ธนาคารแหลมทองให้การต่อสู้หลายประการว่าตนไม่ต้องรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๙๑๔,๙๔๒.๐๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง ส่วนธนาคารแหลมทองจำเลยร่วมนั้นมิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อโจทก์ โจทก์มิได้ฟ้องให้รับผิด บริษัทอิสต์เอเซียติ๊ก จำกัด อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน บริษัทอิสต์เอเซียติ๊กฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า (๑) เรื่องอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องการรับขนของจากประเทศเดนมาร์คและประเทศนอรเวย์มายังประเทศไทยแม้ของจะมาถึงประเทศไทยแล้วก็ยังเป็นสัญญาในการรับขนของทางทะเลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๐๙ วรรคท้าย แต่ในปัจจุบันนี้กฎหมายและกฎข้อบังคับของประเทศไทยว่าด้วยการรับขนของทางทะเลยังไม่มี สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๔ ที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้และฎีกาขึ้นมานั้น ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเล และสำหรับเรื่องอายุความนี้มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๔ บัญญัติอยู่ ฉะนั้น อายุความฟ้องร้องในคดีนี้จึงต้องใช้กำหนด ๑๐ ปี จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๔ มาใช้บังคับแก่คดีนี้หาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยต่อสู้และฎีกาขึ้นมาด้วยว่า ตามเงื่อนไขแห่งใบตราส่ง ข้อพิพาทนี้ให้ใช้กฎหมายเดนมาร์คบังคับนั้น เห็นว่าการตกลงกันให้ใช้กฎหมายเดนมาร์คแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ ย่อมจะให้ใช้ได้เพียงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศไทย แต่กฎหมายเรื่องอายุความนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประเทศไทย ฉะนั้น ข้อตกลงหรือเงื่อนไขในใบตราส่งดังกล่าวแล้วในส่วนที่จะให้มีผลถึงการให้ใช้กฎหมายเรื่องอายุความของกฎหมายเดนมาร์คมาบังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ (๒) เรื่องโจทก์มาขอรับสินค้าล่าช้านั้น เห็นว่าแม้โจทก์จะไปรับสินค้าจากจำเลยเป็นเวลาล่าช้าก็ดี ก็ไม่เป็นเหตุถึงกับจะทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะรับสินค้านั้นจากจำเลย หากการล่าช้านั้นเป็นเหตุให้เกิดการเสียหายแก่จำเลยอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวกันได้ แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบและจำเลยก็รับอยู่ว่าตามใบกำกับสินค้าซึ่งมีรายการตามใบตราส่งและซึ่งมีอยู่ที่จำเลยนั้น ปรากฏว่ารายการเกี่ยวกับผู้รับใบตราส่งลงไว้โดยมิได้ระบุชื่อผู้ใด แต่ลงว่า "ตามคำสั่ง" ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ทรงใบตราส่ง แต่จำเลยกลับมอบสินค้านั้นให้แก่บริษัทอุดม จำกัด ไป โดยที่บริษัทอุดม จำกัดไม่ได้เป็นผู้รับตราส่ง ไม่ได้เป็นผู้ทรงใบตราส่ง เป็นการส่งมอบโดยมิชอบซึ่งจำเลยก็รู้ดีอยู่ จึงได้ให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันเช่นนั้นจำเลยก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ (๓) เรื่องราคาสินค้าได้เปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงิน โจทก์มิใช่ผู้ทรงใบตราส่งนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์เป็นทั้งผู้ทรงใบตราส่งและเป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน ตั๋วแลกเงินนี้ก็ปรากฏว่ายังไม่ได้มีการใช้เงิน หนี้จึงยังไม่ระงับสิ้นไป แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้ไปขอรับชำระหนี้ราคาสินค้าตามตั๋วแลกเงินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในกรณีที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทอุดม จำกัด เด็ดขาดในคดีล้มละลาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินนั้นแล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงยังมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยตามคดีนี้ได้ (๔) เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จำเลยฎีกาว่า หากโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย โจทก์ก็ควรคิดได้ตามอัตราทางราชการปอนด์ละ๔๕ บาท ไม่ใช่ตามอัตราตลาดปอนด์ละ ๕๘.๙๐ บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์คิดให้นั้น ในปัญหาข้อนี้คำให้การของจำเลยแก้ฟ้องโจทก์ มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ ทั้งปรากฏตามคำร้องของโจทก์จำเลยลงวันที่ ๒๗พฤศจิกายน ๒๕๐๕ โจทก์จำเลยร่วมกันแถลงรับว่า "ฯลฯ การซื้อขายสินค้าระหว่างเอกชนก็ดี การที่เอกชนชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินต่อเอกชนหรือต่อธนาคารก็ดี ตามพฤติการณ์ในการค้าทั่วไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดอัตราดังกล่าวย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะของตลาดการค้าซึ่งโดยเฉลี่ยประมาณปอนด์ละ ๖๐ บาท อัตราในท้องตลาดสำหรับการแลกเปลี่ยนเงินตราปอนด์สเตอร์ลิง (อังกฤษ) ในวันฟ้องคดีนี้ปอนด์ละ ๕๘.๙๐ บาท" ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ (๕) เรื่องการเรียกธนาคารแหลมทอง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่าเนื่องจากจำเลยอาจฟ้องธนาคารแหลมทอง จำกัด เรียกให้ชำระหนี้แก่จำเลยตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารแหลมทอง จำกัดเป็นผู้ค้ำประกันในการที่บริษัทอุดม จำกัด รับสินค้าไปจากจำเลยถ้าหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยก็ย่อมจะขอให้เรียกธนาคารแหลมทอง จำกัด เข้ามาในคดีนี้ได้แต่ที่จะพิพากษาให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด ต้องรับผิดแทนจำเลยตามที่จำเลยขอมาในคำร้องที่ขอให้เรียกธนาคารแหลมทอง จำกัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น หาได้ไม่ เพราะโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์อันใดกับธนาคารแหลมทอง จำกัด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2511 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (โดยนายอาภรณ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ) บริษัทอีสต์เอเซียติ๊ก จำกัด จำเลย บริษัทธนาคารแหลมทอง จำกัด โดยนายไพศาล นันทาภิวัธน์ กรรมการ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความกรรมการผู้จัดการ) - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (โดยนายอาภรณ์ กฤษณามระ · จำเลย - บริษัทอีสต์เอเซียติ๊ก จำกัด · จำเลย - บริษัทธนาคารแหลมทอง จำกัด โดยนายไพศาล นันทาภิวัธน์ กรรมการ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเชียร เศวตรุนทร์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · พันธ์ นัยวิฑิต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิกรม เมาลานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นางวงษ์ วีระพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3245/2534ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2026/2494ฎีกา 548/2522ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1531/2526ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา