⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1590/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1590/2511

ป.พ.พ. ม.1368, 1382, 1387 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.249

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หากเป็นการครอบครองแทนผู้อื่น หรือครอบครองโดยอาศัยสิทธิของผู้อื่น จะไม่ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ในที่ดินของ ส.ถือได้ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินแทน ส. ต่อมา ส.ขายที่ดินให้แก่จำเลย ดังนี้แม้โจทก์จะเคยใช้ทางเดินในที่ดินที่ขายให้จำเลยเดินผ่านออกสู่ถนนตลอดมาก็ตาม ก็เรียกไม่ได้ว่าโจทก์ครอบครองใช้ที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงมิใช่เป็นการครอบครองปรปักษ์อายุความได้สิทธิทางภารจำยอมจะเริ่มนับได้ตั้งแต่ ส.ขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลย ซึ่งตามกฎหมายมีกำหนดเวลา 10 ปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1400 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1368 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งที่ดินแปลงนั้นเดิมเป็นของนายบัวมาก่อน นายบัวขายให้คนอื่น และจำเลยที่ ๑ เพิ่งซื้อจากคนอื่นเมื่อ ๒ ปีมานี้เองจำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกับจำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสามและผู้อื่นได้ใช้ทางสำหรับกระบือเดินเข้าออกจากที่ดินของโจทก์เข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ ๑ทางกว้าง ๑ วา ยาวประมาณ ๕ เส้น ออกสู่ถนนอุทัย - มโนรมย์ เพื่อใช้ในการทำนาในที่นาของโจทก์และผู้อื่นติดต่อกันมาจนบัดนี้เป็นเวลา ๔๐ ปีแล้ว ทางสายนี้จึงเป็นภารจำยอมตามกฎหมาย เมื่อเดือน ๖-๗ปีนี้ จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ให้จำเลยที่ ๒ ปิดกั้นทางดังกล่าวส่วนจำเลยที่ ๓ ได้ขยายแนวรั้วเข้าไปในทาง เป็นเหตุให้โจทก์และผู้อื่นนำกระบือเข้าออกไม่ได้ดังแต่ก่อน จึงขอให้บังคับจำเลยที่ ๑เปิดทางภารจำยอมดังกล่าว และให้จำเลยที่ ๓ ร่นแนวเขตรั้วออกจากทาง จำเลยที่ ๑, ๒ ให้การว่า ที่ดินของจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓มีเขตติดต่อกัน แต่ไม่มีทางภารจำยอม ที่ดินแปลงนี้จำเลยที่ ๑กับพวกอีก ๒ คนได้ซื้อจากนางสุภรณ์เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๐๕นางสุภรณ์และจำเลยที่ ๓ ซื้อมาจากนายบัว แม่นศร และนายบัวมิได้สงวนสิทธิใด ๆ ในการเดินเข้าออกเกี่ยวกับที่ดินนี้เลย จำเลยที่ ๒ได้เช่าที่ดินแปลงนี้จากจำเลยที่ ๑ กับพวก จำเลยที่ ๒ มิได้ปิดทาง และโจทก์มีทางเข้าออกทางอื่นโจทก์เป็นลูกหลานนายบัวแม่นศร ทั้งสิ้น คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีฟังไม่ได้ว่า ทางเส้นนี้เป็นทางภารจำยอม พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้ใช้เส้นทางที่พิพาทในที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ตลอดมาในฤดูทำนา โจทก์ได้ย้ายบ้านไปอยู่ทางทิศตะวันตกเป็นเวลา ๑๔ ปีแล้ว โจทก์และคนอื่นใช้ทางพิพาทเกินกว่า ๑๐ ปี ทางนี้จึงตกเป็นภารจำยอม ศาลอุทธรณ์เชื่อว่า โจทก์กับพวกได้ใช้ทางพิพาทเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอม แต่คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้ขยายแนวรั้วล้ำทางพิพาท พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑เปิดทางพิพาท จำเลยที่ ๑, ๒ ฎีกาว่า การที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทถือเป็นละเมิดโจทก์ไม่ฟ้องใน ๑ ปี คดีขาดอายุความ อายุความได้สิทธิภารจำยอมจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่นายบัว แม่นศร ขายให้นางสุภรณ์แต่นางสุภรณ์ซื้อที่ดินแปลงนี้ยังไม่ถึง ๑๐ ปี ทางพิพาทจึงยังไม่เป็นทางภารจำยอม โจทก์ไม่ฎีกาเกี่ยวกับที่ดินจำเลยที่ ๓ คงมีปัญหาเฉพาะที่ดินของจำเลยที่ ๑ ว่ามีทางภารจำยอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีทางพิพาทอยู่ในที่ดินจำเลยที่ ๑ เป็นทางใช้เดินเข้าออกสู่ถนนสายอุทัย - มโนรมย์ สำหรับโจทก์กับพวกตอนที่ย้ายเรือนเข้าไปปลูกในที่ดินทางทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาเชื่อว่า เดิมที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นของนายบัวแม่นศร ต่อมานายบัวได้ขายให้แก่นางสุภรณ์ อุทโยภาส แล้วนางสุภรณ์ได้ให้พวกโจทก์ทำนาอาศัยในที่ดินแปลงนี้ตลอดมาจนขายให้แก่จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๐๕ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ปลูกเรือนอาศัยในที่ดินซึ่งอยู่ข้างในก็ตาม แต่โจทก์ก็เพียงครอบครองแทนนางสุภรณ์เจ้าของที่ดิน จึงเรียกไม่ได้ว่า โจทก์ครอบครองใช้ทางพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ อายุความได้สิทธิของโจทก์จะเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ได้จะต้องเป็นการครอบครองโดยสงบและเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อการใช้ทางพิพาทของโจทก์ขาดเจตนาเป็นเจ้าของแล้วจึงมิใช่เป็นการครอบครองปรปักษ์ อายุความได้สิทธิในทางภารจำยอมของโจทก์จึงยังไม่เกิดขึ้นในระยะที่นางสุภรณ์เป็นเจ้าของ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า นางสุภรณ์ซื้อที่ดินแปลงนี้จากนายบัวเกินกว่า ๑๐ ปีแล้วหรือไม่ อายุความได้สิทธิภารจำยอมของโจทก์จะเริ่มต้นนับตั้งแต่นางสุภรณ์ขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินแล้วได้ปิดกั้นทางพิพาททันที ทางพิพาทนี้จึงไม่เป็นภารจำยอมเพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑, ๑๓๘๒ กำหนดไว้ ๑๐ ปี พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1590/2511 นายพอง แม่นศร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน โจทก์ นางทองขาว บูรณพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพอง แม่นศร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน · จำเลย - นางทองขาว บูรณพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปันโน สุขทรรศนีย์ · อดุล รัตนปิณฑะ · จำรูญ โชติรัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายวุฒิ ยุววิทยาพาณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3375/2532ฎีกา 2749/2538ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3231/2557ฎีกา 4415/2528ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 4470/2543ฎีกา 960/2559ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา