⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1841-1845/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1841-1845/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าช่วงระงับลง ผู้เช่าช่วงมีหน้าที่ต้องส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่าช่วง และต้องรับผิดชำระค่าเช่าสำหรับช่วงเวลาที่ยังครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ก่อนที่สัญญาเช่าช่วงจะระงับ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าที่โจทก์ได้เช่ามาจากเจ้าของเดิมและมีสิทธิให้เช่าช่วงได้ พร้อมทั้งเรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายที่จำเลยยังคงอยู่ต่อมาภายหลังที่ได้บอกเลิกการเช่าแล้ว จำเลยต่อสู้ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิมระงับแล้ว และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบด้วยว่า จำเลยไม่มีข้อผูกพันชำระค่าเช่ากับโจทก์ต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นความจริง โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจากจำเลยได้เพียงไรหรือไม่ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาถึงสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิม ก็เพื่อนำมาซึ่งการวินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้นั่นเอง จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และในการวินิจฉัยก็ฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 192/2504 ของศาลชั้นต้น ที่คู่ความตกลงอ้างร่วมกัน แม้จะเป็นคดีที่พิพาทกันเฉพาะห้องเลขที่ 21-23 ที่ใช้เป็นโรงแรมไทยอารีย์ ไม่รวมถึงห้องพิพาท ศาลฎีกาก็ฟังข้อเท็จจริงรวมไปถึงห้องชั้นล่างที่ให้เช่าช่วงคือห้องที่พิพาทกันในคดีนี้ด้วยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยโดยขาดพยานหลักฐาน สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิมได้ระงับไปตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม 2503 และจำเลยได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์แล้ว สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันระงับไป แต่ค่าเช่าก่อนที่สัญญาเช่าช่วงระงับ จำเลยยังค้างชำระอยู่ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ เพราะสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยยังมีผลผูกพันอยู่ ส่วนภายหลังต่อมาจากที่สัญญาเช่าช่วงระงับแล้ว คือ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2503 เป็นต้นไปนั้นจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนห้องพิพาทที่เช่าช่วงให้โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 561 แต่จำเลยยังคงอยู่ไม่ออกจากห้องพิพาท และโจทก์ต้องใช้ค่าเสียหายให้เจ้าของเดิม คดีแดงที่ 192/2504 เดือนละ 360 บาท เช่นนี้ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเท่าค่าเช่าต่อไปจนถึงวันฟ้อง ส่วนค่าเสียหายต่อจากวันฟ้องซึ่งคู่ความตกลงกันเดือนละ 25 บาทนั้น จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์ได้แถลงไว้ว่า ถ้าคดีแดงที่192/2504 ถึงที่สุด ศาลพิพากษาขับไล่โจทก์ โจทก์สละสิทธิไม่ขอให้บังคับขับไล่จำเลยในคดีนี้ คงขอให้วินิจฉัยประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายได้หรือไม่ คำแถลงของโจทก์ดังนี้มีความหมายว่า ถ้าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ โจทก์ก็เป็นอันสละสิทธิไม่ถือว่าที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมานับแต่ภายหลังวันฟ้องนั้น ไม่ใช่เป็นการอยู่โดยไม่ส่งมอบห้องพิพาทแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายภายหลังจากวันฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.545 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.561

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดี ๕ สำนวน ศาลทำการพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าซึ่งต่างเป็นผู้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์มีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์เช่าห้องจากนางเชื่อมโดยโจทก์มีสิทธิให้เช่าช่วงได้ จำเลยเช่าห้องจากโจทก์มีกำหนด ๑๘ เดือน ครบกำหนดจำเลยยังครอบครอง ไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์บอกเลิกสัญญาจึงขอให้ขับไล่และชำระค่าเช่ากับค่าเสียหาย ฯลฯ จำเลยทั้งห้าสำนวนต่อสู้อย่างเดียวกันว่า โจทก์เช่าที่ดินและห้องแถวจากนางเชื่อมและนางก้อนดินมีกำหนด ๑๑ ปี แล้วนำมาให้จำเลยเช่าช่วงเฉพาะชั้นล่างจำเลยทำสัญญาเช่าจากโจทก์ ๑๘ เดือน ครบกำหนดตรงกับเวลาที่โจทก์หมดสิทธิเช่าต่อไป เมื่อครบกำหนด จำเลยอยู่โดยไม่อาศัยสิทธิโจทก์ โจทก์ถูกนางเชื่อมนางก้อนดินฟ้องขับไล่ศาลพิพากษาขับไล่ไปแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทุกสำนวนใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย ฯลฯ โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายฯลฯ โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อ ๑ ที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเป็นผู้เช่าหรือให้เช่าช่วง เป็นการนอกประเด็นและขาดพยานหลักฐานในท้องสำนวนสนับสนุนหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าที่โจทก์ได้เช่ามาจากเจ้าของเดิม และมีสิทธิให้เช่าช่วงได้ พร้อมทั้งเรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายที่จำเลยยังคงอยู่ต่อมาภายหลังที่ได้บอกเลิกการเช่าแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิมระงับแล้วและจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบด้วยว่า จำเลยไม่มีข้อผูกพันชำระค่าเช่ากับโจทก์ต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นความจริงโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจากจำเลยได้เพียงไรหรือไม่ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาถึงสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิม ก็เพื่อนำมาซึ่งการวินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้นั่นเอง จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และในการวินิจฉัยก็ฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๙๒/๒๕๐๔ ของศาลชั้นต้น ที่คู่ความตกลงอ้างร่วมกันแม้จะเป็นคดีที่พิพาทกันเฉพาะห้องเลขที่ ๒๑-๒๓ ที่ใช้เป็นโรงแรมไทยอารีย์ ไม่รวมถึงห้องพิพาททั้ง ๕ สำนวนนี้ แต่ศาลฎีกาก็ฟังข้อเท็จจริงรวมไปถึงห้องชั้นล่างที่ให้เช่าช่วง คือ ห้องที่พิพาทกันในคดีนี้ด้วย จึงไม่เป็นการวินิจฉัยโดยขาดพยานหลักฐาน ส่วนปัญหาตามฎีกาข้อ ๒ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิมได้ระงับไปตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม๒๕๐๓ และจำเลยได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์แล้ว สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันระงับไป แต่ค่าเช่าก่อนที่สัญญาเช่าช่วงระงับ จำเลยยังค้างชำระอยู่ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์เพราะสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยยังมีผลผูกพันอยู่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้จำเลยทั้ง ๕ สำนวนต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างจนถึงเดือนมกราคม ๒๕๐๓ เป็นการชอบแล้วส่วนภายหลังต่อมาจากที่สัญญาเช่าช่วงระงับแล้ว คือ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ เป็นต้นไปนั้น จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนห้องพิพาทที่เช่าช่วงให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๑แต่จำเลยยังคงอยู่ไม่ออกจากห้องพิพาท และโจทก์ต้องใช้ค่าเสียหายให้เจ้าของเดิมคดีแดงที่ ๑๙๒/๒๕๐๔ เดือนละ ๓๖๐ บาท เช่นนี้ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเท่าค่าเช่าต่อไปจนถึงวันฟ้อง ส่วนค่าเสียหายต่อจากวันฟ้อง ซึ่งคู่ความตกลงกันเดือนละ ๒๕บาทนั้น จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์ได้แถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๖ ว่า ถ้าคดีแดงที่ ๑๙๒/๒๕๐๔ถึงที่สุด ศาลพิพากษาขับไล่โจทก์ โจทก์สละสิทธิไม่ขอให้บังคับขับไล่จำเลยในคดีนี้ คงขอให้วินิจฉัยประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายได้หรือไม่ คำแถลงของโจทก์ดังนี้มีความหมายว่า ถ้าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ โจทก์ก็เป็นอันสละสิทธิไม่ถือว่าที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมานับแต่ภายหลังวันฟ้องนั้นไม่ใช่เป็นการอยู่โดยไม่ส่งมอบห้องพิพาทแก่โจทก์โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายภายหลังจากวันฟ้อง พิพากษาแก้ ให้นางซิวลั้งจำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๒๕ บาทนายไคท่ง จำเลยเดือนละ ๓๗.๕๐ บาท นายจงฮกจำเลย เดือนละ ๕๐ บาทนายคุยเจ็กจำเลย เดือนละ ๒๕ บาท นายกิมเจี่ยจำเลย เดือนละ ๒๕ บาทแก่โจทก์ นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ เป็นต้นไป จนถึงวันฟ้องนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1841 - 1845/2511 นายสุมนต์ อรุโณทอง โจทก์ นางซิ้วลั้ง แซ่โง้ว กับจำเลยอื่น ๆ อีก 4 คน รวม 5 สำนวน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุมนต์ อรุโณทอง · จำเลย - นางซิ้วลั้ง แซ่โง้ว กับจำเลยอื่น ๆ อีก 4 คน รวม 5 สำนวน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · แถม สิริสาลี · อาจิต ไชยาคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสำเนียง ด้วงมหาสอน · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท สุคนธมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา