คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 639/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีข้อเท็จจริงใหม่ปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณา และคู่ความแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลย่อมมีอำนาจทำคำพิพากษาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้พรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร แต่เมื่อผู้เยาว์ได้ยื่นคำร้องขึ้นมาว่าเหตุเกิดเนื่องจากถูกบิดาเลี้ยงดุด่าและตีไล่ให้ออกจากบ้าน จึงไปอาศัยจำเลยซึ่งเป็นคนรู้จักชอบพอกันมาก่อน จำเลยทั้งสองก็ได้ให้ความอุปการะตลอดมาเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ เมื่อโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานศาลย่อมฟังตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้ได้
เมื่อโจทก์ฟ้องแล้ว และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมทำคำพิพากษาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 20 และขณะที่คดีอยู่ในอำนาจของศาลแล้วได้ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โจทก์เองก็มิได้ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นอย่างอื่น กลับแถลงไม่ติดใจสืบพยาน เพื่อหักล้างข้อเท็จจริงนั้น ศาลย่อมทำคำพิพากษาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่นั้นได้ โจทก์จะกลับมาขอให้ศาลสั่งให้โจทก์รับตัวผู้ต้องหาคืนเพื่อดำเนินการต่อไปไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙, ๘๓
จำเลยให้การรับสารภาพ
เด็กหญิงเกียวผู้เยาว์ได้ยื่นคำร้องว่า เหตุเกิดเนื่องจากถูกบิดาเลี้ยงดุด่าและตีไล่ให้ออกจากบ้าน จึงได้ไปอาศัยจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคนรู้จักชอบพอกันมาก่อน จำเลยทั้งสองก็ได้ให้ความอุปการะตลอดมา
คู่ความแถลงไม่ติดใจสืบพยาน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ได้ความว่าที่เด็กหญิงเกียวผู้เสียหายไปอยู่กับจำเลยก็เพราะถูกบิดาเลี้ยงตีดุด่าไล่ให้ออกจากบ้านจึงไปอาศัยอยู่กับจำเลย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารดังฟ้อง จึงให้ยกฟ้องของโจทก์
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาคืนไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้ผู้ว่าคดีรับตัวจำเลยคืนเพื่อดำเนินการต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยมาแล้วและจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดดังโจทก์ฟ้องเท่านั้นแต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่า เมื่อโจทก์แถลงมาจำเลยให้การรับสารภาพผิดตลอดข้อหา โจทก์เองยังไม่ติดใจสืบพยาน และศาลก็ได้พิพากษาไปตามกระบวนพิจารณาแล้ว มิใช่กรณีที่จำเลยให้การปฏิเสธโจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลสั่งให้ส่งตัวจำเลยคืนผู้ว่าคดีเพื่อดำเนินการต่อไปไม่ได้ พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพว่า จำเลยได้พรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารแต่เมื่อผู้เยาว์ได้ยื่นคำร้องขึ้นมาว่าเหตุเกิดเนื่องจากถูกบิดาเลี้ยงดุด่าและตีไล่ให้ออกจากบ้านจึงไปอาศัยจำเลยซึ่งเป็นคนรู้จักชอบพอกันมาก่อน จำเลยทั้งสองก็ได้ให้ความอุปการะตลอดมาเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เมื่อโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลย่อมฟังตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้ได้
เมื่อโจทก์ฟ้องแล้วและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมทำคำพิพากษาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๐ และขณะที่คดีอยู่ในอำนาจของศาลแล้วได้ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โจทก์เองก็มิได้ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นอย่างอื่น กลับแถลงไม่ติดใจสืบพยานเพื่อหักล้างข้อเท็จจริงนั้นศาลย่อมทำคำพิพากษาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่นั้นได้ โจทก์จะกลับมาขอให้ศาลสั่งให้โจทก์รับตัวผู้ต้องหาคืนเพื่อดำเนินการต่อไปไม่ได้
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 639/2511
ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครใต้ โจทก์
นายเตี้ย ฉิมพลี ที่ 1 นางแก้ว ฉิมพลี ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครใต้ · ล. - นายเตี้ย ฉิมพลี ที่ 1 นางแก้ว ฉิมพลี ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วงษ์ วีระพงศ์ · โชค จารุจินดา · บัญญัติ สุขารมณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครใต้ - นายบุญเลิศ เผ่าภิญโญ · ศาลอุทธรณ์ - ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา