⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1319/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมโดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมตกเป็นโมฆะ และโมฆะทั้งสิ้นหากไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้เยาว์อายุ 18 ปีมีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส ย่อมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้เยาว์ลงนามทำสัญญาโดยมีผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายพิมพ์นิ้วมือเป็นพยานในเอกสารสัญญานั้บถือได้ว่า ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมแล้ว ทายาททุกคนทำสัญญาแบ่งปันมรดกซึ่งไม่มีพินัยกรรม เป็นการระงับข้อพิพาทแห่งกองมรดกที่จะมีขึ้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 (4) ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของผู้เยาว์มิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ดังนั้น เมื่อยังมิได้รับอนุญาตจากศาล ผู้ใช้อำนาจปกครองในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจึงไม่อาจให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดก สัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดกซึ่งผู้เยาว์ทำและผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมโดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมตกเป็นโมฆะ แม้สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นทำขึ้นระหว่างผู้เยาว์กับทายาทอื่นอีกหลายคน แต่จำนวนทายาทหรือจำนวนทรัพย์มรดกที่จะได้รับส่วนแบ่งที่เกี่ยวพัน ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ ย่อมตกเป็นโมฆะด้วยกันทั้งสิ้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ทายาทผู้ใดครอบครองมรดกส่วนไหนก็ย่อมมีสิทธิเฉพาะส่วนนั้น ส่วนอื่นที่ตนมิได้เกี่ยวข้อง ย่อมขาดอายุความมรดก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.20 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.21 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.114 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.135 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1546 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1749 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1750 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดที่ ๔๙๙ เนื้อที่ ๕๖ ไร่ ๖๘ ตารางวา เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายซอบิดาซึ่งถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรม โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก ๑ใน ๑๓ เป็นเนื้อที่ ๔ ไร่ ๑งาน ๒๙ ตารางวา ขอให้พิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนมรดกดังกล่าวร่วมกับจำเลย จำเลยต่อสู้ว่า ทายาทได้ทำบันทึกแบ่งมรดกตามคำสั่งผู้ตายไว้ โจทก์มีส่วนได้เพียง ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวาเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความมรดก นางนิ่ม โซ๊ะสลาม ในฐานะส่วนตัวและมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวแสงทอง เด็กหญิงซาฟียะ นางสาวอามีเนาะ นางทองดี นายสว่าง ร้องสอดขอรับส่วนแบ่งมรดก ในฐานะภริยาและบุตรเจ้ามรดก โจทก์ไม่ค้าน จำเลยค้านว่า นางนิ่มตกลงไว้ในบันทึกระหว่างทายาทสละสิทธิรับมรดก ส่วนผู้ร้องสอดอื่นมีสิทธิรับมรดกดังจำเลยให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ร้องสอดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๙ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทายาทได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันตามเอกสาร ล.๑ อันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ในสัญญามิได้ระบุให้นางนิ่มได้รับมรดก พิพากษาว่า โจทก์กับนางสาวแสงทอง เด็กหญิงซาฟียะ นางสาวอามีเนาะ นางทอดี นายสว่างมีสิทธิได้รับมรดกคนละ ๑ใน ๗ ของที่ดิน ๑๒ ไร่ ๒ งาน ให้โจทก์จำเลย ผู้ร้องสอดร่วมกันไปจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินรายนี้ ส่วนได้ของนางนิ่มให้ยกเสีย โจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งหมดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า นางนิ่มในฐานส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวแสงทวง เด็กหญิงซาฟียะ และนายสว่าง ผู้ร้องสอดมีสิทธิได้รับมรดกคนละ ๑ ใน ๑๓ของเนื้อที่ทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ได้ความในเบื้องต้นว่า นายซอเจ้ามรดกมีภริยา ๒ คนคือ นายเชย และนางนิ่ม มีบุตรรวม ๑๒ คน หลังเจ้ามรดกตาย บุตรทั้ง ๑๒ คน ได้ลงนามทำบันทึกแบ่งมรดกตามเอกสาร ล.๑ นางนิ่มพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสาร ล.๑ เป็นข้อตกลงของทายาทผู้เป็นบุตรเจ้ามรดกทั้งหมด ๑๒ คน เกี่ยวกับที่พิพาทของเจ้ามรดกซึ่งไม่มีพินัยกรรมเป็นการระงับข้อพิพาทแห่งกองมรดกที่จะมีขึ้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแต่ขณะทำเอกสารนั้น นางสาวแสงทองและเด็กหญิงซาฟียะเป็นผู้เยาว์ ส่วนนายสว่างอายุ ๑๘ ปี มีภริยาโดยไม่จดทะเบียน ฐานะตามกฎหมายก็เป็นผู้เยาว์นั่นเอง นางนิ่มมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมได้พิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารในฐานะพยาน แสดงว่ารู้เห็นยินยอมอนุญาตให้ผู้เยาว์ทำเอกสาร ล.๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ (๔) บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความเว้นแต่ศาลจะอนุญาต กรณีนี้นางนิ่มในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์มิได้รับอนุญาตจากศาล จึงขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยตรง ย่อมตกเป็นโมฆะ มีปัญหาว่าจะแบ่งที่พิพาทแก่ทายาทอย่างไร ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากเจ้ามรดกตาย โจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งหกต่างอยู่เรือนในที่ดินพิพาทและทำนาพิพาท ๑๒ ไร่ ๒ งาน ตามที่ได้รับแบ่ง นอกจากนั้นนายจรูญเป็นผู้ทำนาพิพาททั้งสิ้น อันถือได้ว่าต่างครอบครองที่พิพาทอันเป็นมรดกเป็นส่วนสัด เกินระยะเวลาที่เจ้ามรดกตาย ๑ ปี ตามบทกฎหมายทายาทผู้ใดครอบครองมรดกส่วนไหนก็ย่อมมีสิทธิเฉพาะส่วนนั้น ส่วนอื่นที่ตนมิได้เกี่ยวข้องย่อมขาดอายุความมรดก ฉะนั้น ส่วนมรดกของโจทก์กับผู้ร้องทั้งหก จึงมีเฉพาะที่ครอบครองดังกล่าว ๑๒ไร่ ๒ งาน ที่จะต้องแบ่งออกเป็น ๗ ส่วน เท่า ๆ กัน พิพากษาแก้เป็นว่า นาพิพาทเฉพาะ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ที่โจทก์กับผู้ร้องสอดครอบครองนั้นเป็นของโจทก์กับผู้ร้องสอดทั้ง หก คนคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2512 นายมาณี บีดินและ โจทก์ นางนิ่ม โซ๊ะสลาม กับพวกรวม 6 คน ผู้ร้องสอด นายวิสูตร โซ๊ะสลาม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมาณี บีดินและ · ผู้ร้องสอด - นางนิ่ม โซ๊ะสลาม กับพวกรวม 6 คน · จำเลย - นายวิสูตร โซ๊ะสลาม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธี โรจนธรรม · ไฉน บุญยก · วิริยะ เกิดศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายสหัส สิงหะวิริยะ · ศาลอุทธรณ์ - นายจำเนียร บุญพละ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5753/2531ฎีกา 1200/2523ฎีกา 3245/2534ฎีกา 621/2519ฎีกา 943/2513ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 194/2543ฎีกา 94/2493ฎีกา 548/2522ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 1307/2479ฎีกา 3886/2566ฎีกา 3583/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 3024/2528ฎีกา 953/2505ฎีกา 1028/2564ฎีกา 192/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา