คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1709/2512
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมกันฝ่ายหนึ่งอ้างว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์มรดก แต่อีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของตนเองโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาท ผู้จัดการมรดกอีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในคดีตั้งผู้จัดการมรดกไม่ได้ แต่ต้องฟ้องร้องว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของกองมรดกโดยตรง
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันโดยศาลตั้ง ผู้ร้องร้องต่อศาลขอให้ศาลชี้ขาดว่าทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเป็นทรัพย์มรดก ผู้คัดค้านว่าเป็นทรัพย์ของ ส. บิดาของตน ดังนี้ การโต้แย้งของผู้คัดค้านเป็นการโต้แย้งในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกอง ส. จึงไม่ใช่เป็เรื่องที่มีข้อโต้แย้งกันโดยเฉพาะระหว่างผู้จัดการมรดกร่วมกัน ผู้ร้องจะขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในคดีของตั้งผู้จัดการว่าทรัพย์สิ่งใดเป็นทรัพย์ของกองมรดกไมได้ เมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิของกองมรดก ผู้ร้องก็ชอบที่จะฟ้องร้องให้ตามสิทธิของผู้ร้อง
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 24/2512)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นตั้งนางสงวนผู้ร้องและนางสาววัลลีย์ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการทรัยพ์มรดกของนางท้อร่วมกัน
ต่อมาผู้ร้องร้องต่อศาลขอให้ศาลชี้ขาดว่าที่ดินตามบัญชีท้ายคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกอันดับ ๑เป็นทรัพย์มรดกของนางท้อ โดยที่นางสาววัลลีย์ผู้จัดการร่วมคัดค้านว่าเป็นทรัพย์ของนายสง่าบิดาตน
ศาลชั้นต้นสั่งให้ไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง และให้ผู้ร้องมีอำนาจยื่นฟ้องภายใน ๑ เดือน
ผู้ร้องร้องขอให้ศาลชั้นต้นอธิบายคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า นางสาววัลลีย์ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งไม่สามารถหรือไม่เต็มใจจะจัดการเกี่ยวกับมรดก จะสั่งให้ทายาทของนายสง่าซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีเป็นผู้ฟ้องไม่ได้
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๖ พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งว่าทรัพย์ตามบัญชีท้ายคำร้องอันดับ ๑ เป็นทรัพย์มรดก หรือเป็นของนายสง่าซึ่งตกทอดมายังนางสาววัลลีย์ การโต้แย้งของนางสาววัลลีย์หาใช่เป็นการโต้แย้งเฉพาะในฐานผู้จัดการมรดกร่วมไม่ หากเป็นการโต้แย้งในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกจากนายสง่า จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่มีข้อโต้แย้งกันโดยเฉพาะระหว่างผู้จัดการมรดกร่วม ตามคำร้องของผู้ร้อง หาใช่ผู้ร้องมีความประสงค์เพียงจะให้ไส่ที่ดินที่มีข้อโต้แย้งกันลงในบัญชีทรัพย์มรดกเท่านั้นไม่ หากผู้ร้องได้ขอให้ศาลชี้ขาดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่และผู้คัดค้าน แล้วจึงจะวินิจฉัยชี้ขาดไปในทางหนึ่งทางใดได้ ซึ่งศาลจะต้องชี้ขาดเรื่องกรรมสิทธิ์และกรณีดังกล่าว ก็จะเป็นการชี้ขาดกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่งกองมรดกของนางท้อหรือขุนท้อ กินโอซาน กับนาวสาววัลลีย์ ในฐานะผู้รับมรดกของนายสง่า กิจโอซาน
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงมีมติว่า ผู้ร้องจะขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกว่าทรัพย์สิ่งใดเป็นทรัพย์ของกองมรดกไม่ได้
ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว หากผู้ร้องมีความประสงค์จะยื่นฟ้องนางสาววัลลีย์ กิจโอซาน เนื่องจากนางสาววัลลีย์ กิจโอซาน โต้แย้งสิทธิของกองมรดก ผู้ร้องก็ชอบที่จะฟ้องร้องได้ตามสิทธิและหน้าที่ของผู้ร้อง และในกรณีนี้ ศาลชั้นต้นก็ได้กล่าวรับรองสิทธิของผู้ร้องไว้แล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1709/2512
นางสงวน เพ็ญจันทร์ ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - นางสงวน เพ็ญจันทร์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชลอ บุปผเวส · ยง เหลืองรังษี · ประสม เภกะสุต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายสอน ไชยสุต · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส ศรีวรรธนะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา