⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1563-1564/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563-1564/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดถือครอบครองไว้โดยไม่มีสิทธิ ไม่ใช่เรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับได้

ย่อคำพิพากษา

จังหวัดฟ้องข้าราชการสังกัดจังหวัดนั้น ขอให้คืนหรือใช้เงินที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิเบิกกับเงินที่เบิกเกินสมควร เป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินที่จำเลยผู้กระทำการอันมิชอบ ยึดถือครอบครองไว้โดยไม่มีสิทธิซึ่งเจ้าของมีสิทธิติดตามเอาคืนได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจะนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448มาใช้บังคับไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีพันตำรวจเอกนิรันดรชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคแห่งจังหวัดเชียงใหม่มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคในจังหวัดเชียงใหม่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ เดิม จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๔ กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดเชียงใหม่ ครั้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๔ จำเลยยื่นคำขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านต่อโจทก์ โดยขอเช่าบ้านของนางสาวอดิสัย เลาหะชัย ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ขอเบิกรับเงินค่าเช่าบ้านตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการและจำเลยถืออำนาจอ้างการรักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สั่งอนุญาตให้จำเลยเบิกเงินค่าเช่าบ้านตามที่จำเลยยื่นคำขอดังกล่าวและสั่งให้เบิกเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์จ่ายให้จำเลยไป แล้วจำเลยได้เช่าและอาศัยสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านในนามบ้านนางสาวอดิสัย เลาหะชัย ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๔ ถึงวันที่ ๓๑ธันวาคม ๒๕๐๔ รวม ๗ เดือน ในอัตราเดือนละ ๙๐๐ บาท แต่ตั้งแต่วันที่ ๑มกราคม ๒๕๐๕ ถึงวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ รวม ๓๗ เดือน ๑๙ วัน ในอัตราเดือนละ ๙๗๕ บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๔๓,๐๓๖ บาท ความจริงบ้านเลขที่ ๔๔ที่จำเลยเช่าจากนางสาวอดิสัย เลาหะชัย เป็นของจำเลย ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๘๓ จำเลยไม่มีสิทธิเบิกและรับเงินค่าเช่าบ้านได้ โจทก์เพิ่งทราบความจริงและการกระทำอันมิชอบของจำเลยเมื่อกลางเดือนมีนาคม ๒๕๑๐ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๔๓,๐๓๖ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๐ จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน ๓,๒๒๗.๗๐ บาท และตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๕๐๗กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำเลยได้เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ไปเป็นค่าจ้างเหมารถยนต์บรรทุกสำหรับบรรทุกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของจำเลยรวม ๓ คันคันละ ๕,๐๐๐ บาท จากบ้านพักในเมืองเชียงใหม่ถึงบ้านพักในเมืองแม่ฮ่องสอนจำเลยมีสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวมีปริมาตรไม่เกิน ๑๐ ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักไม่เกิน ๒,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่งจำเลยมีสิทธิเบิกได้เพียงค่ารถยนต์บรรทุกจ้างเหมาบรรทุกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว ๒ คัน ๆ ละ ๒,๕๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๕,๐๐๐บาท แต่จำเลยกลับเบิกถึง ๓ คัน ๆ ละ ๕,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทจึงเกินไป ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์ โจทก์เพิ่งทราบความจริงและการกระทำอันมิชอบของจำเลยเมื่อกลางเดือนมีนาคม๒๕๑๐ โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยไม่ยอมคืน ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๑๐ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓๙๕.๘๓ บาทและนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เพราะเป็นเรื่องละเมิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทราบเรื่องแล้วเกิน ๑ ปีถึงวันฟ้อง และบ้านซึ่งจำเลยเช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวอดิสัย เลาหะชัย สำหรับค่าจ้างรถยนต์บรรทุกคันละ ๕,๐๐๐ บาทนั้น เป็นราคาที่ไม่แพงเกินสมควรไม่เกินอัตราตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เงินค่าเช่าบ้านและเงินค่าพาหนะเดินทางเป็นเงินจัดสรรให้จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่ปรากฏว่ากระทรวงมหาดไทยรู้ถึงการละเมิดของจำเลยตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๐๙ ซึ่งนับถึงวันฟ้องเกิน ๑ ปี เงินที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนอยู่ในอำนาจหน้าที่โจทก์ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย เงินดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยด้วย เมื่อกระทรวงมหาดไทยทราบการละเมิดเกิน ๑ ปีแล้วหนี้รายนี้จึงขาดอายุความแล้ว โจทก์จะมาฟ้องหาได้ไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านและค่าพาหนะขนย้ายครอบครัว ไม่ใช่ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดเรียกค่าเสียหาย จึงนำอายุความ ๑ ปี เกี่ยวกับละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ มาใช้บังคับไม่ได้ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาในชั้นนี้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าอายุความ ๑ ปีเกี่ยวกับการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดแต่คดีทั้งสองนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยเบิกไปโดยที่จำเลยไม่มีสิทธิเบิกได้ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินค่าพาหนะขนย้ายครอบครัวและสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเลยเบิกเกินความจำเป็นหรือเกินสมควร จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดแต่เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินฟ้องเรียกทรัพย์สินที่จำเลยผู้กระทำการอันมิชอบยึดถือครอบครองของเขาไว้โดยไม่มีสิทธิซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ฉะนั้น จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563 - 1564/2513 จังหวัดเชียงใหม่ โดยพันตำรวจเอกนิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์ นายสุวรรณ กฤตธรรม จำเลย จังหวัดเชียงใหม่ โดยพันตำรวจเอกนิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์ นายสุวรรณ กฤตธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - จังหวัดเชียงใหม่ โดยพันตำรวจเอกนิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัด · จำเลย - นายสุวรรณ กฤตธรรม · โจทก์ - จังหวัดเชียงใหม่ โดยพันตำรวจเอกนิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัด · จำเลย - นายสุวรรณ กฤตธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ฉัตร รัตนทัศนีย์ · ประสม เภกะสุต · จรัญ อิศระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายมีพาศน์ โปตระนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 4300/2543ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 2685/2536ฎีกา 5095/2556ฎีกา 6560/2555ฎีกา 621/2519ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 967/2491ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 747/2484ฎีกา 4832/2536ฎีกา 4176/2530ฎีกา 7231/2538ฎีกา 4240/2565ฎีกา 2425/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา