⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1620/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีอาญาต้องบรรยายให้ชัดแจ้งถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด และพฤติการณ์แห่งการกระทำนั้นๆ หากขาดองค์ประกอบสำคัญของความผิด ศาลย่อมยกฟ้องได้

ย่อคำพิพากษา

ความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นเมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงบรรยายมาว่า จำเลยคนใดทำให้โจทก์กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพของโจทก์อย่างไรบ้างศาลย่อมสั่งยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ ฟ้องหาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำบุกรุกอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 83 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่บรรยายว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ร่วมกระทำบุกรุกกับจำเลยที่ 1 หรือเป็น ผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1 อย่างไรศาลย่อมสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในข้อหานี้ไปเสียได้เช่นกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันกระทำผิดกฎหมาย กล่าวคือจำเลยทั้งสามมีความประสงค์จะให้โจทก์และบริวารออกไปจากบ้านเลขที่๖๘๘/๒๑ ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เพื่อเข้าครอบครองบ้านเสียเอง แต่จำเลยทั้งสามกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นผลจำเลยทั้งสามจึงคบคิดกันใช้อุบายโดยมิชอบอาศัยเหตุในกฎหมายเป็นเครื่องมือ คือ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ ๓ ได้แกล้งทำสัญญากู้ยืมเงิน๑๐๐,๐๐๐ บาทจากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ร่วมรู้เห็นเป็นพยานในสัญญากู้ซึ่งความจริงมิได้กู้ยืมเงินกันจริง เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ ๑ ก็ฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นคดีแพ่ง ครั้นจำเลยได้กระทำการชั้นเตรียมการเสร็จแล้วเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๑ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ กับทนายความของจำเลยที่ ๑ ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดชลบุรีไปทำการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ที่บ้านเลขที่ ๖๘๘/๒๑ อันเป็นบ้านและเครื่องใช้ที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ ๒ เพื่อทำการค้าและครอบครองอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์เสร็จแล้ว จำเลยที่ ๑ได้บังอาจกระทำความผิดตามแผนการที่ได้คบคิดกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ไว้ก่อนแล้ว คือ ฉวยโอกาสเอาโซ่ล่ามประตูหน้าบ้านหลังบ้าน อันเป็นร้านขายอาหารของโจทก์ (บาร์สมานมิตร) แล้วใส่กุญแจ ทำให้โจทก์ทำการค้าไม่ได้ตามปกติ พร้อมกับนำกระดาษแผ่นใหญ่เขียนเป็นประกาศว่า "ปิดกิจการ" ปิดไว้ที่แผ่นกระจกหน้าร้าน ประชาชนมองเห็นได้ง่ายเป็นการแสดงออกว่าร้านขายอาหารของโจทก์ปิดดำเนินการค้าแล้วโดยเจตนาทุจริต และได้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีลงลายมือชื่อไว้ในแผ่นกระดาษนั้นด้วย ปรากฏตามภาพถ่ายท้ายฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการข่มขืนใจโจทก์ให้จำยอมต้องปิดการค้าของโจทก์จนบัดนี้ และเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิจะกระทำเช่นนั้นได้ ทำให้โจทก์เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙, ๓๖๒, ๘๓ ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ฟ้องโจทก์ฐานความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา ๓๐๙ ที่โจทก์บรรยายฟ้อง ไม่เห็นว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดอย่างใด จึงให้ยกฟ้องข้อหานี้ ส่วนข้อหาฐานบุกรุก ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้กระทำความผิดอย่างใด จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ ๓นัดไต่สวนมูลฟ้องจำเลยที่ ๑ ในข้อหานี้ โจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์มีมูลความผิดอาญาทั้งสองข้อหาสำหรับจำเลยทุกคน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๙ บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น ฯลฯ"การกระทำของจำเลยทั้งสามตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำให้โจทก์กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของโจทก์อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายระบุไว้เลย การที่จำเลยแกล้งก่อหนี้เท็จฟ้องเท็จกัน แล้วจำเลยที่ ๑นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านและเครื่องใช้ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์เช่าจากจำเลยที่ ๒ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องปิดการค้าของโจทก์นั้น คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยคนใดทำให้โจทก์กลัวว่า จะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพของโจทก์อย่างไรบ้าง ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อหาสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฐานร่วมกันบุกรุกร่วมกับจำเลยที่ ๑ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๘๓ นั้น ถึงแม้ว่าผู้ให้เช่าอาจมีความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผู้อื่นเช่าอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ แต่คำฟ้องโจทก์ไม่บรรยายว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ร่วมกระทำการบุกรุกกับจำเลยที่ ๑ หรือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ ๑ อย่างไรฟ้องจึงไม่มีมูลฐานบุกรุกสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2513 นายเชาวน์ สุขสวัสดิ์ โจทก์ นายสมศักดิ์ สิงหกันต์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเชาวน์ สุขสวัสดิ์ · จำเลย - นายสมศักดิ์ สิงหกันต์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · ทองคำ จารุเหติ · ประพนธ์ ศาตะมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงชลบุรี - นายสมชัย ศิริบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายแถม สุรทิณฑ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2588/2524ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1093/2568ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 6435/2555ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 1146/2526ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 213/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา