⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 40/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับจำนองจะกระทำได้เมื่อหนี้ประธานไม่ถูกชำระ และหากทรัพย์สินที่จำนองขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้จะบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่ลูกหนี้จะได้ตกลงให้เอาทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่จำนองชำระหนี้ได้.

ย่อคำพิพากษา

จำนองเป็นสัญญาที่เอาทรัพย์สินตราไว้เป็นประกันการชำระหนี้ จึงมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธาน และมีจำนองเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น การบังคับจำนองแก่ทรัพย์ซึ่งจำนองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการไม่ชำระหนี้อันเป็นประธานเกิดขึ้น ดังนั้น ในกรณีที่มีการบังคับจำนองโดยเอาทรัพย์สินของจำเลยซึ่งจำนองไว้ออกขายทอดตลาดเพื่อใช้เงินที่จำเลยกู้โจทก์ไป แต่ขายได้เงินสุทธิน้อยกว่าเงินที่จำเลยค้างชำระอยู่ หากในสัญญาจำนองไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมให้เอาทรัพย์อื่นนอกจากทรัพย์ที่จำนองชำระหนี้ได้อีกแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ขาด โจทก์จะขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยมาชำระหนี้อีกหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.214 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.728 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.733

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ มูลกรณีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๙ และจำเลยที่ ๑๐ เอาที่ดินรวม ๑๗ แปลง ซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสามจำนองไว้ต่อโจทก์เป็นการประกันการชำระหนี้รายนี้ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินกู้และขอบังคับจำนองด้วย ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี และได้เอาทรัพย์ซึ่งจำนองทั้งหมดออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีต่อไป ศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ ๑ ไว้รวม ๔๗ รายการ และประกาศขาดทอดตลาด จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวเสียอ้างโจทก์ได้ยึดที่ดิน ๑๗ แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำนองออกขาดทอดตลาด และโจทก์ได้รับชำระหนี้ไปแล้ว แม้จะน้อยว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระอยู่ก็ตาม ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ก็เป็นอันหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ โจทก์คัดค้านว่า จำเลยที่ ๑ ยังต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาอยู่อีก แม้จะได้ขายทรัพย์ที่จำนองไปแล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองไปแล้ว เป็นกรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ จึงมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เสีย โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์รายนี้ได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้นโดยสัญญากู้ มิใช่เกิดขึ้นจากการจำนอง หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงยังคงมีอยู่จนกว่า จำเลยที่ ๑ จะชำระครบตามคำพิพากษา มิได้ระงับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ พิพากษากลับ ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เพื่อใช้หนี้โจทก์ต่อไปจนครบตามคำพิพากษา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทำความเห็นแย้งว่า ควรพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ขาด ปัญหามีเพียงว่า เมื่อได้เอาทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๙ และที่ ๑๐ ซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้เงินที่จำเลยที่ ๑ กู้โจทก์ไป ได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่๑ ยังค้างชำระอยู่ โจทก์จะขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้ โดยถือว่า จำเลยที่ ๑ ยังต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๒, ๗๐๓และ ๖๘๑ จำนองเป็นสัญญาที่เอาทรัพย์สินตราไว้เป็นประกันการชำระหนี้ โดยหนี้ที่มีจำนองเป็นประกันจะเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาจำนองหรือหนี้ในอนาคตก็ได้ ในกรณีจำนองจึงมีหนี้ที่จะพึงต้องชำระแก่กันเป็นหนี้ประธานและหนี้จำนองเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น การบังคับจำนอง โดยฟ้องศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาด จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการไม่ชำระหนี้ที่เป็นประธานเกิดขึ้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘) หรืออีกนัยหนึ่ง การบังคับจำนองเป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองเพื่อชำระหนี้ที่เป็นประธานนั่นเอง เมื่อได้มีการบังคับด้วยการเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนองสุทธิน้อยว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ลูกหนี้ก็ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ และ ๗๓๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๕ ฉะนั้น เมื่อในสัญญาจำนองไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมให้เอาทรัพย์อื่นนอกจากทรัพย์ที่จำนองชำระหนี้อีก จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้เงินกู้ จึงไม่ต้องรับผิดในจำนวนที่ยังขาดอยู่อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ และ มาตรา ๗๓๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ โจทก์จะขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้อีกไม่ได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2513 บริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำกัด โดยนายชลอ สัมพันธารักษ์ และนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ กรรมการ โจทก์ นายรัศมี จันทรวิโรจน์ กับพวกรวม 10 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความจำกัด - บริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย · โจทก์ - โดยนายชลอ สัมพันธารักษ์ และนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ กรรมการ · จำเลย - นายรัศมี จันทรวิโรจน์ กับพวกรวม 10 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · บัญญัติ สุขารมณ์ · แสวง จินดานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำปาง - นายสุจริต ถาวรสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1055/2522ฎีกา 1536/2500ฎีกา 1739/1739ฎีกา 1750/2505ฎีกา 2409/2551ฎีกา 5640/2540ฎีกา 3462/2530ฎีกา 7913/2551ฎีกา 2903/2536ฎีกา 912/2490ฎีกา 1145/2495ฎีกา 230/2501ฎีกา 1081-1082/2522ฎีกา 5423/2553ฎีกา 2794/2526ฎีกา 2987/2517ฎีกา 408/2524ฎีกา 4122/2540ฎีกา 805/2506ฎีกา 1049/2522ฎีกา 3761-3765/2533ฎีกา 1302/2531ฎีกา 178/2485ฎีกา 2791/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา