คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 94/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อจำเลยตกอยู่ในภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ
ย่อคำพิพากษา
การที่ผู้ตายบุกรุกขึ้นไปบนเรือนจำเลยและเงื้อมีดเข้าไปที่จำเลยนั่งอยู่ แม้จะไม่ทราบ สาเหตุที่ผู้ตายทำเช่นนั้น แต่ลักษณะท่าทางของผู้ตายที่เงื้อมีดเข้าไปหาจำเลย แสดงว่าผู้ตายเข้าไปจะแทงจำเลยซึ่งเป็นภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจำเลยจึงเข้าต่อสู้แย่งมีดจากผู้ตายมาได้ และในสถานการณ์เช่นนั้น จำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าจะควรใช้มีดนั้นหรือไม่เพียงใด ทั้งในขณะเดียวกันนั้นผู้ตายก็ได้ทำการต่อสู้แย่งมีดคืน อันตรายหาได้หมดไปไม่ จำเลยจึงใช้มีดนั้นแทงผู้ตายไปทันทีรวมสองครั้งในขณะที่มีการต่อสู้กันอยู่ การกระทำของจำเลยเท่าที่ได้ทำไปนั้นเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ จำเลยไม่มีความผิด มีดของกลางเป็นมีดของผู้ตายนำมาใช้ในการกระทำผิดให้ริบ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจใช้มีดพกปลายแหลมแทงผู้ตายถูกบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ๒ แผล โดยมีเจตนาจะฆ่าให้ตาย ผู้ตายทนพิษบาดแผลไม่ได้ถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลย ต่อมาจำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พร้อมกับนำมีดที่จำเลยใช้แทงมอบให้ด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ขอให้ริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยได้ใช้มีดของกลางแทงผู้ตายถึงแก่ตายโดยเจตนา จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุกจำเลยไว้ ๗ ปี ๖ เดือน ของกลางริบ
จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกัน
ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายได้ขึ้นไปบนเรือนของจำเลยและเงื้อมีดจะแทงจำเลยจำเลยบอกให้ผู้ตายลงจากเรือน ผู้ตายไม่ยอมลง จำเลยเข้าแย่งมีดจากผู้ตายมาได้แล้วใช้มีดนั้นแทงผู้ตายที่หน้าอกด้านซ้าย ๒ แผล เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย การที่จำเลยแทงผู้ตายครั้งแรกเป็นการเพียงพอแก่การป้องกันตัวแล้ว แต่จำเลยได้ใช้มีดของกลางแทงผู้ตายเป็นครั้งที่สองอีก เป็นการป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ให้จำคุกจำเลยไว้ ๒ ปี ส่วนมีดของกลางไม่ใช่ของจำเลยและไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ถึง ๓๔ จึงไม่ริบ
โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยแย่งมีดจากผู้ตายได้แล้ว เหตุป้องกันตัวของจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น จำเลยแทงผู้ตายถูกที่สำคัญของร่างกาย ๒ ครั้ง แสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้ตายบุกรุกขึ้นไปบนเรือนจำเลยและเงื้อมีดเข้าไปที่จำเลยนั่งอยู่ แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่ผู้ตายทำเช่นนั้น แต่ลักษณะท่าทางของผู้ตายที่เงื้อมีดเข้าไปหาจำเลยแสดงว่า ผู้ตายเข้าไปจะแทงจำเลย ซึ่งเป็นภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงเข้าต่อสู้แย่งมีดจากผู้ตายมาได้ และในสถานการณ์เช่นนั้น จำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าจะควรใช้มีดนั้นหรือไม่เพียงใด ทั้งในขณะเดียวกันนั้นผู้ตายก็ทำการต่อสู้แย่งมีดคืน อันตรายหาได้หมดไปไม่ จำเลยจึงใช้มีดนั้นแทงผู้ตายไปทันทีรวมสองครั้งถูกที่หน้าอกซ้ายเหนือราวนมในขณะที่มีการต่อสู้กันอยู่ การกระทำของจำเลยเท่าที่ได้กระทำไปนั้นเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ส่วนมีดของกลางเป็นมีดของผู้ตายนำมาใช้ในการกระทำผิดด้วยให้ริบ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 94/2513
พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์
นายลพ ศรีตัมภวา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ · จำเลย - นายลพ ศรีตัมภวา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ฉัตร รัตนทัศนีย์ · ศริ มลิลา · สว่าง ภูวะปัจฉิม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายสกุล เศรษฐสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา