⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1122/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2514

ป.พ.พ. ม.224, 653, 655 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงเมื่อธนาคารทวงถามให้ชำระหนี้ และหลังจากนั้นธนาคารจะคิดได้เพียงดอกเบี้ยตามปกติเท่านั้น ไม่สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้อีก

ย่อคำพิพากษา

การที่ลูกค้าผู้เปิดบัญชีฝากเงินประเภทกระแสรายวันไว้กับธนาคารพาณิชย์และได้ทำการเดินสะพัดทางบัญชี โดยนำเงินฝากและถอนเงินไปใช้เรื่อยมาภายหลังลูกค้ามีเงินฝากเหลืออยู่ในบัญชีเพียงเล็กน้อย จึงได้ตกลงกับธนาคารนั้นขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นรายเดือนตามประเพณีธนาคารแล้วได้เบิกเงินเกินบัญชีเพื่อลดหนี้บ้าง ดังนี้ หาเข้าลักษณะการกู้ยืมเงินไม่แต่เข้าลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ คู่สัญญามิได้ตกลงกันไว้ว่า จะต้องชำระเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเมื่อใดสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเป็นอันสิ้นสุดเลิกกันเมื่อธนาคารทวงถามให้ชำระหนี้ เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้ว ระยะเวลาต่อจากนั้นธนาคารจะคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกหาได้ไม่ คงคิดได้เฉพาะดอกเบี้ยตามปกติ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.859

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้เคยค้ากับธนาคารโจทก์และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน (บัญชีเดินสะพัด) ไว้ได้ตกลงกับธนาคารโจทก์ขอเบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นคราวตามเวลาที่ต้องการ โดยยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือน ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี แล้วจำเลยได้ใช้เช็คเบิกเงินเกินบัญชีไป ๔ ครั้ง บางครั้งจำเลยได้นำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อลดหนี้บ้าง แต่ไม่สามารถกลบหนี้ได้ยังเป็นลูกหนี้ธนาคารโจทก์อยู่ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๖,๘๗๕.๔๖ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแต่วันฟ้อง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจัดอยู่ในลักษณะกู้ยืม โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อจำเลยผู้กู้จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินตามเช็คเท่าที่มีสิทธิจะได้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมา ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเคยเป็นลูกค้าธนาคารโจทก์โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน บัญชีเลขที่ ๕๐๗ และจำเลยได้ให้ตัวอย่างลายเซ็นชื่อไว้ แล้วจำเลยได้ทำการเดินสะพัดทางบัญชีกับธนาคาร คือนำเงินฝากและถอนเงินไปใช้เรื่อย ๆ ต่อมาจำเลยมีเงินฝากเหลือในบัญชีเพียง ๔๕.๓๕ บาท จำเลยจึงได้ตกลงกับธนาคารโจทก์ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท โดยต้องเสียดอกเบี้ยเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ๑๕ ต่อปี โดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคาร เมื่อตกลงกันแล้วจำเลยได้เบิกเงินเกินบัญชี โดยวิธีใช้เช็คสั่งจ่ายเงินไปรวม ๔ ครั้ง รวม ๑๙,๙๐๐ บาท จำเลยได้นำเงินฝากเข้าบัญชีลูกหนี้บ้าง แต่ยังไม่พอหักกลบลบหนี้ยังเป็นลูกหนี้ธนาคารโจทก์คิดถึงวันฟ้อง ๑๖,๘๗๕.๔๖ บาท ธนาคารโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยก็ไม่ชำระ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคารโจทก์ดังกล่าว หาเข้าลักษณะการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ ดังศาลล่างวินิจฉัยไม่ แต่เข้าในลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามมาตรา ๘๕๖ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ในปัญหาดอกเบี้ยที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจะต้องชำระให้แก่ธนาคารโจทก์ตามข้อตกลงและธรรมเนียมประเพณีธนาคารพาณิชย์จนถึงวันฟ้องนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกันไว้ว่าจำเลยจะต้องชำระเงินที่กู้เบิกเงินเกินบัญชีไปให้เสร็จสิ้นเมื่อใด จึงต้องถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นอันสิ้นสุดเลิกกันในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามซึ่งโจทก์ถือว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันดังกล่าว รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ๑๕,๙๑๑.๔๙ บาท ระยะเวลาต่อจากที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดได้เลิกกันแล้ว ธนาคารโจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกหาได้ไม่ พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินแก่ธนาคารโจทก์ ๑๕,๙๑๑.๔๙ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีในเงินจำนวนนี้ นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2514 ธนาคารกรุงไทย จำกัด โดยนายประสงค์ นาคสมภพ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายสุเทพ บุญมาศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด โดยนายประสงค์ นาคสมภพ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายสุเทพ บุญมาศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุทัย ศุภนิตย์ · จินตา บุณยอาคม · เฉลิม ทัตภิรมย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1215/2500ฎีกา 1862/2518ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1452/2511ฎีกา 4642/2540ฎีกา 13922/2558ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 1800/2511ฎีกา 272/2490ฎีกา 3219/2534ฎีกา 199/2537ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 1808/2512ฎีกา 311/2538ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2880/2545ฎีกา 4007/2552ฎีกา 1776/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา