⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1343/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลผู้จะได้มาซึ่งที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ต้องจดแจ้งสัญญานั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 120 วันนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มิฉะนั้นจะถือว่าที่ดินตกเป็นของรัฐ.

ย่อคำพิพากษา

บุคคลผู้จะได้มาซึ่งที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งทำไว้ก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ต้องจดแจ้งสัญญานั้นไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 120 วัน นับแต่วันพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ เมื่อได้มีการซื้อขายไปตามสัญญานั้นแล้วจึงจะถือว่าผู้ซื้อมีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มิฉะนั้นจะมีผลให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ ซึ่งผู้ยึดถือครอบครองอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน เว้นแต่บุคคลนั้นจะอ้างความคุ้มครองจากสิทธิครอบครองของผู้โอนที่ดินนั้นแก่ตนในฐานะผู้รับโอน (เทียบฎีกาที่ 1748/2505) ในกรณีผู้โอนดังกล่าวได้มาซึ่งที่ดินโดยได้รับอนุญาตให้จับจองตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 แต่ยังมิได้รับคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้บังคับนั้น ผู้โอนต้องขอคำรับรองภายใน 180 วันนับจากวันสิ้นสุดแห่งการจับจองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือหากระยะเวลาดังกล่าวได้สิ้นสุดลงก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ก็ให้ยื่นคำขอต่อนายอำเภอภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มิฉะนั้นจะถือว่าที่ดินนั้นเป็นอันปลอดจากการจับจองและตกเป็นของรัฐ อันมีผลให้ถือว่า ผู้นั้นเข้าครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ฉะนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้โอนกับจำเลยเมื่อปี 2501 โดยผู้โอนมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจึงใช้ยันกันได้ระหว่างกันเท่านั้น จะใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่อาจอ้างความคุ้มครองจากสิทธิของผู้โอนที่พิพาทแก่ตนดังกล่าวจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (เทียบฎีกาที่ 1061/2503)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.4 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.7 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.8 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างที่ดินของรัฐและแผ้วถางป่าในที่หมู่ ๗ และหมู่ ๘ ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา รวม ๒ แปลง แปลงที่ ๑ เนื้อที่ ๕ ไร่ แปลงที่ ๒ เนื้อที่ ๕๐ ไร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่อยู่ในเขตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรประการในราชกิจจานุเบกษาให้แผ้วถางได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๕๔, ๕๕, ๗๒ ตรี และให้จำเลยออกไปจากที่ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘ ให้ปรับ ๕๐๐ บาท โจทก์จำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ว่าจำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ให้ยกข้อหานี้ด้วย โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาที่มาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในข้อหาว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิในที่ดินนี้ตามโจทก์ฎีกาหรือไม่ว่าข้ออ้างของจำเลยว่าซื้อที่พิพาทจากนายสำราญเมื่อปี ๒๔๙๖ และเข้าครอบครองแต่นั้นมาโดยนายสำราญมอบการครอบครองและสลักหลัง ส.ค.๑ ให้นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะในปี ๒๔๙๖ ยังไม่มีการแจ้งการครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งการแจ้ง ส.ค.๑ จะมีได้ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ จนถึงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๙๘ เท่านั้น ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ ข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่าจำเลยเพิ่งซื้อที่พิพาท เมื่อปี ๒๕๐๑ หาใช่ปี ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นปีที่นายสำราญเพิ่งขอจับจองตามหลักฐานที่ปรากฏใน ส.ค.๑ ไม่ ถ้าหากจำเลยตกลงซื้อตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ และตกลงชำระเงินในปี ๒๕๐๑ ก็เป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ซึ่งจำเลยจะต้องจดแจ้งสัญญานั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามมาตรา ๗๑ ภายใน ๑๒๐ วัน ตามที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๑๒ บังคับไว้ มิฉะนั้นจำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินซึ่งตกเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๒ เว้นแต่จำเลยจะได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๔ ในฐานะผู้รับโอน แต่จำเลยซื้อหรือรับโอนที่ดินเมื่อปี ๒๕๐๑ อันเป็นเวลาที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว จำเลยจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๔ ดังกล่าว ก็ต้องพิสูจน์ว่านายสำราญมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนวันใช้บังคับของกฎหมายดังกล่าว มิฉะนั้นต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐซึ่งผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจะต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๘/๒๕๐๕) แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบแสดงว่าก่อนจำเลยซื้อที่พิพาท นายสำราญมิได้ทำประโยชน์ให้เกิดสิทธิครอบครองตามกฎหมายสำหรับการแจ้ง ส.ค.๑ ไม่ทำให้ผู้แจ้งมีสิทธิครอบครองดังปรากฏตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ วรรคท้าย อีกประการหนึ่งหากนายสำราญได้ที่พิพาทมาโดยขอจับจอง เมื่อปี ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นเวลาระหว่างใช้บังคับพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ และยังมิได้รับคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ นี้ใช้บังคับ นายสำราญจะต้องขอคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้วภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการจับจองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มิฉะนั้นให้ถือว่าที่ดินนั้นปลอดจากการจับจองตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗ เมื่อนายสำราญมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวก็จะโอนที่ดินไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดกตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ ฉะนั้นการซื้อขายระหว่างนายสำราญกับจำเลยเมื่อปี ๒๕๐๑ จึงใช้ยันกันได้แต่เฉพาะเอกชนด้วยกันเองเท่านั้นจะใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าที่ดินตกเป็นของรัฐ จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ พิพากษาแก้ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2514 อัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายฟัก ประเสริฐธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายฟัก ประเสริฐธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · ประสาท สุคนธมาน · อาจิต ไชยาคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายจรัส อุดมวรชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ จามรมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2276/2515ฎีกา 1159/2511ฎีกา 339/2519ฎีกา 11718/2553ฎีกา 3750/2540ฎีกา 2978/2553ฎีกา 3521/2536ฎีกา 2672/2534ฎีกา 1783/2536ฎีกา 215/2530ฎีกา 2890-2891/2519ฎีกา 4431/2550ฎีกา 2832/2557ฎีกา 8403/2554ฎีกา 5389/2534ฎีกา 4243/2550ฎีกา 681/2550ฎีกา 922/2502ฎีกา 1462/2509ฎีกา 7216/2542ฎีกา 3990/2529ฎีกา 3918/2533ฎีกา 1254/2530ฎีกา 2311/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา