⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1731-1732/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731-1732/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่ผู้อื่นทำขึ้น เพื่อลวงให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ์ในที่ดิน ถือเป็นการใช้เอกสารปลอมตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ร่วมเพื่อไปซื้อที่ดินให้โจทก์ร่วมแล้วจำเลยได้นำเอาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเป็นสำเนาตามแบบพิมพ์ ท.ด.70 ซึ่งจำเลยรู้ว่าเป็นเอกสารที่ผู้อื่นทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้เชื่อว่ามีต้นฉบับเช่นนั้น และเพื่อลวงให้โจทก์ร่วมเชื่อว่าโจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับเจ้าของที่ดินตามบันทึกข้อตกลงนั้น เช่นนี้การกระทำของจำเลยเป็นการใช้เอกสารปลอม สำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมซึ่งพิมพ์ลงในแบบพิมพ์ ท.ด.70 มีข้อความแสดงว่า โจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่เป็นจำนวนเท่าใด โดยไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่า เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ ดังนี้ ย่อมไม่เป็นเอกสารราชการ แต่เป็นเอกสารสิทธิ์ตามนัยมาตรา 1 (9) แห่งประมวลกฎหมายอาญา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดี ๒ สำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยในสำนวนที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งเสมียนประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร มีหน้าที่แก้ทะเบียนในโฉนดฉบับหลวงและฉบับเจ้าของที่ดิน กับพิมพ์สัญญาต่าง ๆ จำเลยทั้ง ๒ สำนวนกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทง (ก) เมื่อระหว่างวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ถึงวันที่ ๑๕ มิถุนายน๒๕๐๙ เวลากลางวัน นางธนิต กำเนิดเพชร จำเลยในสำนวนแรกได้รับมอบหมายเงินจากนายกอบชัยเป็นเช็ค ๑๓ ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวม ๑,๖๙๘,๔๑๒บาท เพื่อจัดการซื้อที่ดินให้นายกอบชัย ซอโสตถิกุล และระหว่างวันเวลาดังกล่าว นางธนิตจำเลยได้กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตเบียดบังยักยอกเอาเงินทั้งหมดที่จำเลยรับมอบหมายนั้นเป็นของตน จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่นายกอบชัย (ข) เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๐๙ เวลากลางวัน นางธนิตจำเลยและนายพิสุทธิ์จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายกอบชัย ได้กระทำปลอมบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับรวม ๒ ฉบับ กับปลอมโฉนดที่ดินฉบับหลวงซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ โดยเพิ่มเติมข้อความในสารบรรณจดทะเบียนรวม ๒ ฉบับ แสดงว่านายกอบชัยมีกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนส่วนร่วมกับเจ้าของที่ดินที่ปรากฏชื่อในโฉนด ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายกอบชัย กรมที่ดิน และผู้อื่น โดยจำเลยได้กระทำเพื่อให้นายกอบชัยและผู้ที่พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แล้วนางธนิตจำเลยได้นำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิรวมทั้งสองฉบับที่ปลอมขึ้นนั้นไปแสดงแก่นายกอบชัยเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๐๙ เวลากลางวัน และนายพิสุทธิ์จำเลยได้ใช้โฉนดฉบับหลวงที่ปลอมขึ้นทั้ง ๒ ฉบับแสดงแก่นายสุทินไม้ประเสริฐในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๐๙ เวลากลางวัน ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุทินและกรมที่ดิน (ค) เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๐๙ เวลากลางวันนางธนิต จำเลยได้ร่วมกับนายพิสุทธิ์จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายกอบชัย ได้กระทำปลอมบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับรวม ๒ ฉบับ กับปลอมโฉนดที่ดินฉบับหลวงซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ โดยเพิ่มเติมข้อความรายการลงในสารบรรณจดทะเบียน แสดงว่านายกอบชัยมีกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนส่วนร่วมกับเจ้าของที่ดินที่ปรากฏชื่อในโฉนดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายกอบชัย กรมที่ดิน และผู้อื่นโดยจำเลยกระทำเพื่อให้นายกอบชัยหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แล้วนางธนิตจำเลยได้นำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมทั้งสองฉบับที่ปลอมขึ้นไปใช้แสดงแก่นายกอบชัยในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๐๙ เวลากลางวัน และนายพิสุทธิ์จำเลยได้ใช้โฉนดฉบับหลวงที่จำเลยปลอมขึ้นทั้ง ๒ ฉบับ แสดงแก่นายสุทินไม้ประเสริฐในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๐๙ เวลากลางวัน ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุทิน นายกอบชัย และกรมที่ดิน เหตุในข้อ (ก) (ข) (ค) เกิดที่ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต และอำเภอพญาไท ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน และตำบลพระบรมมหาราชวัง อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง ๒ สำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๕๒, ๓๕๓, ๘๓ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑,๖๙๘,๔๑๒ บาทแก่ผู้เสียหาย นายกอบชัย ซอโสตถิกุล ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม จำเลยทั้ง ๒ สำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นางธนิตจำเลยสำนวนแรกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๖, ๒๖๘, ๓๕๓ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ จำคุก ๖ ปี นายพิสุทธิ์จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำคุก ๔ ปีข้อหาอื่นให้ยก ให้นางธนิตจำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑,๖๙๘,๔๑๒ บาทแก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า กรณีฟังไม่ได้แน่ว่ามีการกระทำผิดจริงดังศาลชั้นต้นฟังมากรณีมีความสงสัยตามสมควร ยกประโยชน์ให้จำเลยพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นที่จะต้องพิจารณาในชั้นฎีกาคงมีแต่เพียงว่านายพิสุทธิ์จำเลยจะมีความผิดตามมาตรา ๑๕๗ หรือไม่ นางธนิตจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๖ และ ๒๖๘, ๓๕๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ข้อหาความผิดอื่นยุติ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังว่า นางธนิตจำเลยได้รับมอบหมายเงินจำนวน ๑,๖๙๘,๔๑๒ บาทจากโจทก์ร่วม เพื่อไปจัดซื้อที่ดินในบริเวณซอยอ่อนนุชให้แก่โจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวที่รับไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ได้จัดซื้อที่ดินให้ตามที่ได้รับมอบหมาย และในการนี้นางธนิตจำเลยได้นำสำเนาบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม ๔ ฉบับที่นางธนิตรู้ดีว่าเป็นเอกสารปลอมที่มีผู้อื่นทำขึ้น ไปแสดงแก่นายกอบชัยโจทก์ร่วมเพื่อให้หลงเชื่อว่ามีต้นฉบับเช่นนั้น การกระทำของนางธนิตจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารหมาย จ.๑, จ.๒, จ.๓ และ จ.๔ ซึ่งเป็นเอกสารปลอมนั้นมิได้เป็นเอกสารราชการ เพราะมิได้มีอะไรแสดงให้เห็นว่าเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ แต่เป็นสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมซึ่งไม่มีเจ้าพนักงานรับรองสำเนาถูกต้อง กรณีจึงไม่เป็นเอกสารราชการแต่เอกสาร จ.๑, จ.๒, จ.๓ และ จ.๔ เป็นบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมซึ่งพิมพ์ลงในแบบพิมพ์ ท.ด.๗๐ แสดงว่าโจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิรวมอยู่เป็นจำนวนเท่าใด จึงเป็นเอกสารสิทธิตามนัยมาตรา ๑(๙) แห่งประมวลกฎหมายอาญา นางธนิตจำเลยนำไปใช้โดยทราบดีว่าเป็นเอกสารปลอม นางธนิตจำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๖๘ ต้องระวางโทษตามมาตรา ๒๖๕ และยังมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๓ อีกกระทงหนึ่งด้วย สำหรับนายพิสุทธิ์จำเลยกรณียังเป็นที่สงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้นายพิสุทธิ์จำเลย เมื่อนายพิสุทธิ์ไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๕๗ นางธนิตจำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา ๘๖ ในข้อหาความผิดฐานนี้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า นางธนิตจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘, ๒๖๕ ให้จำคุกไว้มีกำหนดสามปีกระทงหนึ่ง และมีความผิดตามมาตรา ๓๕๓ ให้จำคุกไว้มีกำหนดสามปีอีกกระทงหนึ่งรวมทั้งสิ้นมีกำหนดหกปี ให้นางธนิตจำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑,๖๙๘,๔๑๒ บาทแก่นายกอบชัย ซอโสตถิกุล โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731 - 1732/2514 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายกอบชัย ซอโสตถิกุล โจทก์ร่วม นางธนิต กำเนิดเพชร จำเลย พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายกอบชัย ซอโสตถิกุล โจทก์ร่วม นายพิสุทธิ์ คงคาเขตร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · โจทก์ร่วม - นายกอบชัย ซอโสตถิกุล · จำเลย - นางธนิต กำเนิดเพชร · โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · โจทก์ร่วม - นายกอบชัย ซอโสตถิกุล · จำเลย - นายพิสุทธิ์ คงคาเขตร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพนธ์ ศาตะมาน · จินตา บุณยอาคม · ชวน พูนคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายถนัด ลีลากุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สัจจวานิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1209/2522ฎีกา 1603/2511ฎีกา 255/2529ฎีกา 3637/2559ฎีกา 17579/2555ฎีกา 9026/2553ฎีกา 415/2469ฎีกา 90/2468ฎีกา 456/2506ฎีกา 2639-2641/2517ฎีกา 2918/2522ฎีกา 98/2537ฎีกา 1400/2538ฎีกา 391/2509ฎีกา 414/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 1908/2528ฎีกา 3935/2550ฎีกา 2907/2526ฎีกา 468/2566ฎีกา 3911/2568ฎีกา 3081/2527ฎีกา 4225/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา