⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1885/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ การที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้จะบอกเลิกสัญญาได้ ต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควรเสียก่อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยโดยมีข้อสัญญาว่า ให้โจทก์ผ่อนชำระราคา 60 เดือน กำหนดให้ชำระภายในวันที่ 5 ของเดือน ถ้าผิดนัดโจทก์ยอมให้จำเลยริบเงินที่ชำระแล้ว โดยไม่ต้องทวงถามกันอีก และให้ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาด้วย โจทก์ชำระตามกำหนดเพียง 8 งวด ต่อจากนั้นได้ชำระคลาดเคลื่อนไปจากวันที่กำหนดไว้บ้าง 2 เดือน 3 เดือนชำระครั้งบ้าง แม้กระทั่งค้างชำระอยู่ถึง 10 งวดแล้วจึงชำระในคราวเดียวกัน จำเลยก็ยอมรับชำระตลอดมา แสดงว่าโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาชำระเงินค่าที่ดินเคร่งครัดตามข้อสัญญา ต่อมาโจทก์มิได้ชำระเงินอยู่ปีกว่า แล้วจึงส่งเงินที่ยังค้างอยู่ทั้งหมดชำระให้ในคราวเดียวกัน จำเลยจะไม่ยอมรับเงินโดยถือว่าสัญญาได้เลิกกันแล้วและริบเงินที่ได้ชำระแล้วเสีย ดังนี้ หาได้ไม่ เพราะเมื่อไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระเงินเป็นข้อผูกพันซึ่งกันและกันแล้ว เมื่อครบกำหนด 60 เดือนตามสัญญา โจทก์ยังชำระหนี้ไม่ครบ จำเลยมีหน้าที่ต้องบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควร หากโจทก์ยังไม่ชำระ จำเลยจึงจะมีสิทธิเลิกสัญญา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ๑๒๐ ตารางวา เป็นเงิน ๒๑,๖๐๐ บาท โดยผ่อนชำระภายใน ๖๐ เดือน โจทก์ได้ชำระเงินครบแล้ว จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้ ขอให้บังคับให้จำเลยโอนที่ดินหรือคืนเงินให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ชำระค่าที่ดินคลาดเคลื่อนจากที่กำหนดไว้ในสัญญาตลอดมา ต่อมาก็ผิดนัดจนจำเลยต้องทวงถาม ครั้งสุดท้ายจำเลยเก็บเงินงวดที่ ๔๒ ถึง ๕๑ แล้วได้แจ้งแก่โจทก์ว่าการชำระเงินครั้งต่อไปหากผิดนัดจำเลยจะถือว่าโจทก์ผิดนัดและเลิกสัญญากันทันทีหลังจากนั้นโจทก์ก็ผิดนัดไม่ชำระเป็นรายเดือนอีก ต่อมาจำเลยได้รับหนังสือกับธนาณัติส่งเงินจากโจทก์ จำเลยได้ส่งธนาณัติกับจดหมายแจ้งไปยังโจทก์ว่าไม่รับเงินเพราะโจทก์ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาที่ดินหรือเอาเงินคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์หรือชดใช้เงิน ๒๑,๖๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๐๔ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยเป็นเงิน ๒๑,๖๐๐ บาท โดยผ่อนชำระราคา๖๐ เดือน ๆ ละ ๓๖๐ บาท ตามสัญญาข้อ ๒ โจทก์ได้ชำระเงินเดือนแรกในวันทำสัญญา ส่วนเดือนต่อ ๆ ไปโจทก์จะชำระภายในวันที่ ๕ ของเดือนแล้ว โจทก์ได้ชำระเงินตามกำหนดทุกเดือน จนถึงงวดที่ ๘ ต่อจากนั้นเริ่มชำระคลาดเคลื่อน แต่ก็ได้ชำระทุกเดือนจนถึงงวดที่ ๒๙ หลังจากนั้นโจทก์ชำระ ๒ งวดต่อครั้งบ้าง ๓ งวดต่อครั้งบ้าง ส่วนงวดที่ ๔๒ ถึง ๕๑ โจทก์ชำระครั้งเดียว ๑๐ งวด เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ แล้วโจทก์ก็ว่างเว้นไปอีก จนวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๑๐ โจทก์จึงทำหนังสือส่งเงิน ๓,๒๕๐ บาท สำหรับอีก ๙ งวดที่ค้างชำระมาให้จำเลยทางธนาณัติจำเลยไม่ยอมรับเงินโดยส่งธนาณัติกลับคืน อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาแต่โจทก์ไม่ยอมรับจดหมายและธนาณัติที่จำเลยคืนมา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยไม่ยอม เห็นว่า แม้ตามสัญญาข้อ ๖ จะกำหนดไว้ว่าผู้ซื้อจะต้องชำระเงินภายในกำหนดทุก ๆ เดือน หากผู้ซื้อผิดนัดไม่ส่งเงินตามสัญญาข้อ ๒ ยอมให้ผู้ขายริบเงินที่วางไว้แล้วโดยไม่ต้องมีการทวงถามกันอีก และให้ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาด้วย แต่ตามที่ปฏิบัติต่อกันเมื่อโจทก์ผิดนัดไม่ส่งเงินตามกำหนดเริ่มตั้งแต่งวดที่ ๙ เป็นต้นมา และต่อมาส่งให้ ๒ เดือนต่อครั้งบ้าง ๓ เดือนต่อครั้งบ้าง ครั้งสุดท้ายก่อนที่โจทก์จะส่งเงินให้จำเลยทางธนาณัติ โจทก์ค้างชำระอยู่ถึง ๑๐ งวด จึงได้ชำระให้จำเลยรวม ๓,๖๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๗ จำเลยก็ยอมรับตลอดมาโดยไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัด ผิดสัญญาแต่อย่างใดเพราะถ้าถือตามสัญญาข้อ ๖ โดยเคร่งครัดแล้ว สัญญาย่อมเลิกกันแล้วตั้งแต่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระเงินงวดที่ ๙ ภายในกำหนด จำเลยย่อมไม่มีสิทธิจะรับเงินงวดต่อ ๆ มาจากโจทก์อีก แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยยังรับเงินจากโจทก์เรื่อยมา จึงแสดงว่าโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาชำระเงินค่าที่ดินเคร่งครัดตามข้อสัญญาแต่ประการใด เมื่อฟังว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาจะไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินเป็นข้อผูกพันซึ่งกันและกันแล้ว เมื่อครบกำหนด ๖๐ เดือนตามสัญญา โจทก์ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ คือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควร หากโจทก์ยังไม่ชำระ จำเลยจึงจะมีสิทธิเลิกสัญญาได้ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยยังไม่มีสิทธิเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ส่งมาแล้วได้ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885/2514 นางสาวไข่มุกต์ ประเสริฐไทย โจทก์ นางนงลักษณ์ ไกรฤกษ์ หรือสีบุญเรือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวไข่มุกต์ ประเสริฐไทย · จำเลย - นางนงลักษณ์ ไกรฤกษ์ หรือสีบุญเรือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · อัศนี เกาไศยนันท์ · อัศนี เกาไศยนันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประเสริฐ สุนทรนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายล้วน นิลกำแหง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2746/2534ฎีกา 2866/2535ฎีกา 6135/2540ฎีกา 523/2497ฎีกา 1510/2552ฎีกา 768/2518ฎีกา 2296/2526ฎีกา 1369/2479ฎีกา 2295/2526ฎีกา 6477/2543ฎีกา 560/2472ฎีกา 1698/2515ฎีกา 1216/2538ฎีกา 537/2540ฎีกา 2087/2538ฎีกา 975/2543ฎีกา 604/2535ฎีกา 4379/2540ฎีกา 3345/2525ฎีกา 3518/2524ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 360/2502ฎีกา 451/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา