⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4011/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2530

ป.พ.พ. ม.456, 1367, 1375 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.183, 249

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าให้แก่ผู้ซื้อ ถือเป็นการให้สิทธิครอบครองแก่ผู้ซื้อตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย แม้จะมีการตกลงเรื่องราคาเพิ่มเติมในภายหลังก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำสัญญาขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าให้จำเลยและได้มอบที่พิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาย่อมถือได้ว่ามีการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยแล้วจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวแม้ต่อมาจะมีการทำสัญญาเพิ่มราคาที่ดิน แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ สิทธิครอบครองในที่พิพาทยังเป็นของจำเลยอยู่ นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายถึงวันฟ้องเกินกว่า 1ปี โจทก์จึงหมดสิทธิในที่พิพาท การที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญากันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น หมายถึงสัญญาวางเงินมัดจำตามฟ้องโจทก์ ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าเกิดจากการข่มขู่เป็นโมฆียะ การที่โจทก์นำสืบว่าสัญญาซื้อขายฉบับก่อนสัญญาวางเงินมัดจำเป็นโมฆียะและสามีโจทก์บอกล้างแล้วเป็นการนำสืบนอกประเด็นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า เมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2525 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวในราคา 88,000 บาท วางมัดจำ 40,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระเงิน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโจทก์พร้อมทั้งใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2524 จำเลยซื้อที่พิพาทจากโจทก์ โจทก์ได้ส่งมอบที่ดินให้จำเลยเข้าครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญา ต่อมาโจทก์ต้องการเอาที่ดินคืนจึงข่มขู่หลอกลวงให้จำเลยลงชื่อในสัญญาวางเงินมัดจำฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2525โจทก์ขาดสิทธิครอบครองที่พิพาทแล้ว สัญญาวางเงินมัดจำไม่มีผลบังคับคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2524 เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และโจทก์ได้มอบที่พิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญา หลังจากนั้นจำเลยก็เข้าปลูกพืชผลและที่อยู่อาศัยในที่พิพาทด้วย ย่อมถือได้ว่ามีการส่งมอบการครอบครองที่พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นต้นมา และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองคืนให้โจทก์แต่อย่างใดแม้จะมีการทำสัญญามัดจำกันอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 7 มิถุนายน 2525 โดยเพิ่มราคาขึ้นจากเดิม ก็เป็นแต่ทำสัญญาเพิ่มเงินแต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ ดังนั้นสัญญาฉบับหลังจึงเป็นเพียงแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มราคาที่พิพาทเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องราคาที่ดินที่ค้างชำระอย่างใดเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ส่วนสิทธิครอบครองในที่พิพาทยังเป็นของจำเลยอยู่ และจำเลยได้ครอบครองที่พิพาทเพื่อตนนับแต่วันทำสัญญาถึงวันฟ้องเกินกว่า 1 ปี โจทก์จึงหมดสิทธิในที่พิพาท ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่าสามีโจทก์ไปเรียกทวงให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมมิใช่ไปเรียกทวงให้ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินจึงไม่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันก็ดี และจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าสามีโจทก์ได้เรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามโมฆียะกรรมจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์หาได้ตั้งประเด็นว่าการซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆียะกรรมและสามีโจทก์ได้บอกล้างแล้วไม่ การที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญากันขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น หมายถึงสัญญามัดจำ ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2525 ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญามัดจำดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการข่มขู่ของโจทก์จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย สำหรับสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2524 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นโมฆียะกรรมและสามีโจทก์ได้บอกล้างแล้ว โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องเลย จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้อง และในประเด็นดังกล่าวจำเลยก็มิได้ให้การต่อสู้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนอกประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2530 นาง สม ทรง ใหม่ มา โจทก์ นาง สง่า นาม วิจิตร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สม ทรง ใหม่ มา · จำเลย - นาง สง่า นาม วิจิตร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน นนทแก้ว · สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1658/2513ฎีกา 4123/2543ฎีกา 301/2520ฎีกา 6190/2540ฎีกา 9686/2539ฎีกา 6100/2541ฎีกา 38/2549ฎีกา 658-660/2505ฎีกา 7159/2544ฎีกา 5846/2531ฎีกา 2958/2538ฎีกา 1545/2552ฎีกา 53/2537ฎีกา 537/2540ฎีกา 1216/2538ฎีกา 975/2543ฎีกา 1066-1067/2509ฎีกา 3552/2539ฎีกา 4161/2532ฎีกา 1712/2539ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 2749/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา