⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 622/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 622/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 ต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้วศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากคำพิพากษาเดิมได้อย่างไร โดยต้องมีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงสนับสนุน

ย่อคำพิพากษา

คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 นั้น ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลจะต้องชัดแจ้งเพื่อแสดงว่าตนอาจชนะคดีได้อย่างไรบ้าง มิใช่กล่าวแต่เพียงว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ไม่เกินสามแสนบาทเท่านั้น โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๙,๐๔๙.๑๑ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเพื่อไถ่ถอนจำนองจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ถ้าได้เงินจากขายทอดตลาดไม่พอขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระจนครบ จำเลยทั้งสองให้การสู้คดี วันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์มาศาลฝ่ายจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาลจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้โจทก์ทำการสืบพยานไปเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลเห็นว่าตามคำให้การจำเลยไม่มีประเด็นที่จะสืบ จึงให้ถือว่าเป็นอันเสร็จการพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๔๗๖,๗๕๗.๙๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ๑๔ ต่อปี (ไม่ทบต้น) นับแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑ เป็นต้นมา จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ถือว่าเป็นการบังคับจำนองในวงเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้ ก็ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ และถ้าไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระจนครบได้ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์เป็นจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาทด้วย จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา เหตุที่มิได้ไปศาลในวันแรกสืบพยานเพราะจำเลยที่ ๑ ป่วย และจำเลยสามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ไม่เกินสามแสนบาทเท่านั้น ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยที่ ๑ ว่า คำร้องมิได้คัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ปัญหาที่จะวินิจฉัยคงมีว่าคำร้องของจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้พิจารณาใหม่นั้นมีข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลในที่นี้จะต้องชัดแจ้งเพื่อแสดงว่าตนอาจชนะคดีได้อย่างไรบ้าง มิใช่กล่าวแต่เพียงว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ไม่เกินสามแสนบาทเท่านั้น โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว ฉะนั้น คำร้องขอของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๒๐๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลจะสั่งให้มีการพิจารณาใหม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 622/2514 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กรรมการ โจทก์ นายธรรมโรจน์ สินธุวณิก ที่ 1 นางเสาวภาพ สินธุวณิก ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กรรมการ · จำเลย - นายธรรมโรจน์ สินธุวณิก ที่ 1 นางเสาวภาพ สินธุวณิก ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · ทองคำ จารุเหติ · ประพนธ์ ศาตะมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายคมกริช วัฒนเสถียร · ศาลอุทธรณ์ - นายจรอง อมะรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 95/2534ฎีกา 396/2536ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 2152/2536ฎีกา 1108/2535ฎีกา 3909/2535ฎีกา 125/2511ฎีกา 177/2538ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 1546/2514ฎีกา 9502/2544ฎีกา 76/2523ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3934/2530ฎีกา 5768/2534ฎีกา 1323/2530ฎีกา 925/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา