คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าของรวมคนหนึ่งมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้โดยลำพัง แต่หากเคยมีการฟ้องขับไล่และมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว การฟ้องคดีใหม่ในประเด็นเดียวกันและอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ถือเป็นฟ้องซ้ำ.
ย่อคำพิพากษา
การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกย่อมมีอำนาจทำได้โดยลำพัง
เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งเคยฟ้องขับไล่จำเลยหาว่าบุกรุกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมมาแล้ว และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งจะกลับมาฟ้องว่าจำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่อีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันแม้ในคดีก่อนเจ้าของรวมนั้นจะไม่ได้รับมอบฉันทะให้ฟ้องแทนโจทก์หรือไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องแทนโจทก์ ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้ก็เป็นฟ้องซ้ำ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนางน้อม วงศ์ประเสริฐ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 2800 ร่วมกัน จำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่ ห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้จำเลยรื้อรั้ว ขนสิ่งของต่าง ๆ ออกไป และตัดต้นหรือใบจากที่รุกล้ำ หากไม่ทำ ให้ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นผู้จัดการเอง
จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยทำรั้วในที่ดินของจำเลย ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ
ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาต่อมา
ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความรับกันว่า ที่ดินโฉนดที่ 2800 โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางน้อม วงศ์ประเสริฐ นางน้อมได้ฟ้องจำเลยหาว่าบุกรุกที่ดินที่โจทก์ฟ้องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ได้มีการประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นางน้อมเจ้าของรวมได้ฟ้องจำเลยทั้งห้าคนนี้หาว่าบุกรุกที่ดินแปลงนี้ตามสำนวนคดีแดงดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เพื่อต่อสู้จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนโจทก์ในคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้อีก จึงเป็นการใช้สิทธิของนางน้อมเจ้าของรวม หรืออีกนัยหนึ่งเป็นตัวการที่ได้ฟ้องมาแล้วนั่นเอง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีที่นางน้อมฟ้องนั้นมีประเด็นข้อโต้เถียงอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลได้วินิจฉัยโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และไม่มีกรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ แม้ในคดีก่อนนางน้อมจะไม่ได้รับมอบฉันทะให้ฟ้องแทนโจทก์หรือไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องแทนโจทก์ด้วย ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 นั้น ก็ไม่ตรงกับกรณีนี้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2515
นายโอภาส กลับประสิทธิ์ โจทก์
นายฮง โค้กิมชุน ที่ 1 นายประสาท พินิจค้า ที่ 2 จำเลย
นางหนับ เจี๊ยอึ้งเจ็ง ที่ 3 นายไพศาล พินิจค้า ที่ 4 นายมนตรี พินิจค้า ที่ 5 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายโอภาส กลับประสิทธิ์ · จำเลย - นายฮง โค้กิมชุน ที่ 1 นายประสาท พินิจค้า ที่ 2 · จำเลย - นางหนับ เจี๊ยอึ้งเจ็ง ที่ 3 นายไพศาล พินิจค้า ที่ 4 นายมนตรี พินิจค้า ที่ 5 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวน พูนคำ · อุดม เพชรคุปต์ · กฤษณ์ โสภิตกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา