⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1101/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่คู่ความตกลงให้ศาลพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำท้า โดยยอมรับผลแห่งคำวินิจฉัยของศาล ถือเป็นข้อตกลงที่ผูกพันคู่ความ 2. การที่ที่ดินจะตกเป็นป่าสงวนแห่งชาติได้ ต้องมีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันมีอาวุธเข้าไปปลูกบ้านและยึดถือครอบครองที่ดินบางส่วนของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365, 362 ให้รื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปและใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าไม่ได้บุกรุกที่ของโจทก์ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวน ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยตกลงท้ากันนำสืบพยานคนกลาง ให้ศาลพิจารณาประเด็นข้อเถียงว่าที่พิพาทเป็นป่าสงวนหรือไม่ ถ้าเป็น โจทก์ยอมแพ้ ถ้าไม่เป็นจำเลยแพ้ยอมออกไปและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปด้วย เมื่อได้ความว่าที่พิพาทไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยย่อมแพ้คดีในส่วนแพ่งแต่จะลงโทษจำเลยฐานบุกรุกหาได้ไม่ เพราะไม่ปรากฏตามพยานหลักฐาน หรือจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง แม้ที่พิพาทจะอยู่ในเขตที่ทางราชการได้รังวัดทำแผนที่ไว้ให้อยู่ในเขตป่าสงวน แต่เมื่อยังไม่ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้เขตนั้นเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมาย ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.91 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.5 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.6

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓) จำเลยได้ร่วมกันมีอาวุธมีดไม้เข้าไปปลูกบ้านเรือนห้องแถวและยึดถือครอบครองที่ดินบางส่วนของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ที่ดินที่จำเลยบุกรุกอาจให้เช่าได้เดือนละ ๒๓๒ บาท เป็นเวลา ๖ เดือน คิดค่าเช่าได้ ๘,๓๕๒ บาทก่อนฟ้องโจทก์ให้ทนายมีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจำเลยเพิกเฉยเสีย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕,๓๖๒, ๘๓ ให้จำเลยทั้งสามรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย ๘,๓๕๒ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๒๓๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องข้อหาฐานบุกรุก สั่งคดีมีมูลและประทับฟ้อง จำเลยให้การและเพิ่มเติมว่า จำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินโจทก์ที่พิพาทเป็นของจำเลยซึ่งครอบครองโดยสงบและเปิดเผยมากว่า ๑๐ ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ หนังสือ น.ส.๓ ของโจทก์ปลอม เจ้าพนักงานที่ดินและนายอำเภอไม่มีอำนาจออกหนังสือ น.ส.๓ ให้บุคคลใดได้เพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวน ชั้นพิจารณาโจทก์จำเลยท้ากันให้ศาลพิจารณาประเด็นข้อเดียวว่าที่ดินเป็นป่าสงวนหรือไม่ ถ้าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ยอมแพ้ ถ้าไม่เป็นที่ป่าสงวนจำเลยยอมแพ้ยอมออกไปและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า ที่พิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติจำเลยต้องแพ้คดีตามคำท้า เมื่อจำเลยบุกรุกที่พิพาท มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓พิพากษาปรับจำเลยคนละ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ยังฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นป่าสงวนของชาติตามกฎหมาย และจำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินของโจทก์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนอาญาฐานบุกรุก นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนแพ่งด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าที่พิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่นั้นได้ความว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตที่ทางราชการได้รังวัดทำแผนที่ไว้ให้อยู่ในเขตป่าสงวนและไม่ยกเว้นกันไว้เป็นที่ทำกินของราษฎรอันอาจยึดถือครอบครองได้ก็ตาม แต่ทางราชการยังไม่ได้ออกเป็นกฎกระทรวงให้มีผลใช้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเขตที่ทางราชการรังวัดทำแผนที่ ซึ่งที่พิพาทตั้งอยู่ในเขตเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมายเพราะตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗มาตรา ๕, ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเป็นผู้กำหนดป่าอื่นใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยให้ออกเป็นกฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้นแนบท้ายกฎกระทรวงด้วยตราบใดที่ยังไม่มีกฎกระทรวงกำหนดให้ป่าที่ที่พิพาทตั้งอยู่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ การรังวัดทำแผนที่หรือปักเขตแสดงเครื่องหมายป่าสงวนก็เป็นแต่เพียงโครงการที่จะกำหนดให้ป่านั้นเป็นป่าสงวนแห่งชาติในอนาคตเท่านั้น จึงต้องฟังว่าที่พิพาทไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติจำเลยต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ปัญหาจะลงโทษจำเลยฐานบุกรุกตามฟ้องนั้น จะต้องได้ความว่าจำเลยได้กระทำผิดโดยได้ความจากพยานหลักฐานหรือโดยจำเลยให้การรับสารภาพในกรณีที่กฎหมายไม่บังคับให้ต้องฟังพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๗๖, ๑๘๕ วรรค ๒ จะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำท้าในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง อันมิใช่ประเด็นข้อกล่าวหาในความผิดที่จะลงโทษจำเลยโดยตรงหาได้ไม่ คดีนี้ไม่ปรากฏตามพยานหลักฐานหรือจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2516 นางน้อย ไพบูลย์วงศ์(หม้าย) โจทก์ นายเที่ยง ทุ่งกระโทก ที่ 1 นายเขียว ทุ่งกระโทก ที่ 2 นายจอย พันสันเทียะ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางน้อย ไพบูลย์วงศ์(หม้าย) · 2 - นายเที่ยง ทุ่งกระโทก ที่ 1 นายเขียว ทุ่งกระโทก ที่ · จำเลย - นายจอย พันสันเทียะ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · ชลอ จามรมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายอัมพร เวชศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายพัลลภ สังโขบล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 3996/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1415/2540ฎีกา 3026/2517ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 2813/2566ฎีกา 848/2545ฎีกา 2718/2538ฎีกา 18654/2555ฎีกา 16889/2555ฎีกา 5806/2534ฎีกา 435/2535ฎีกา 514/2486ฎีกา 1618/2499ฎีกา 1895/2492ฎีกา 2169/2523ฎีกา 1280/2505ฎีกา 3184/2545ฎีกา 5285/2537ฎีกา 45/2507ฎีกา 816/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา