⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1287/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงสิทธิในการใช้ทางพิพาท แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลก็วินิจฉัยได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะโดยไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น 2. สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะก่อนที่ดินจะตกเป็นของจำเลย ย่อมมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินต่อไปและโอนแก่กันมิได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิปิดกั้นทางพิพาท

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างทางพิพาทเพื่อเป็นทางเข้าออกสำหรับที่ดินทุกแปลงที่เจ้าของเดิมแบ่งแยกขายและโจทก์ได้ใช้ทางนี้ตลอดมาเป็นเวลานานกว่า10 ปี จึงกลายสภาพเป็นทางภารจำยอม อันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางพิพาทได้ โดยไม่ให้จำเลยปิดกั้น ฉะนั้น แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะได้ความว่าเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแล้ว อันเป็นเหตุที่จำเลยจะปิดกั้นไม่ได้ ศาลก็วินิจฉัยได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น แม้ทางพิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดของจำเลยและจำเลยจะได้ปิดป้ายว่าเป็นถนนส่วนบุคคลไว้ก็ตาม แต่เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะก่อนที่ดินจะตกมาเป็นของจำเลยทางพิพาทก็ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิมเพราะสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมาย หรือพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1305 จำเลยจึงไม่มีสิทธิปิดกั้นทางพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1305 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๔๒๕๒ และ ๖๐๓๙ด้านทิศใต้ของที่ดินทั้งสองแปลงนี้ติดที่ดินโฉนดที่ ๒๗๗๐ ของหม่อมหลวงชูชาติกำภู และที่ดินโฉนดที่ ๔๕๕๐ ของจำเลยซึ่งเดิมเป็นของหม่อมหลวงชูชาติ กำภูเมื่อครั้งที่หม่อมหลวงชูชาติ กำภู ยังเป็นเจ้าของอยู่นั้น เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๘๖ได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงเล็ก ๆ เพื่อขาย และได้ทำถนนเป็นทางเข้าออกที่ดินแบ่งแยกเหล่านี้ไปเชื่อมกับทางสาธารณะ เมื่อครั้งที่นายเทียนเพ็ญตระกูลทอง ยังเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ดังกล่าวนี้ ก็ได้ใช้ถนนเป็นทางเข้าออกตั้งแต่ครั้งที่ซื้อมาจากหม่อมราชวงศ์ถ้วนเท่านึก ปราโมชเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๒ เมื่อโจทก์ซื้อต่อมาจากนายเทียนเพ็ญ ตระกูลทองก็ได้ใช้ถนนนี้ต่อมาเป็นเวลากว่าสิบปี ซึ่งได้กลายสภาพเป็นทางภารจำยอมเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๐๙ จำเลยได้ปิดกั้นถนนดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถเข้าออกและต้องเสียหายโดยต้องจ้างรถขนสินค้าเข้าออก ขอให้พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนการปิดกั้นและให้ใช้ค่าเสียหาย ๔,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินโฉนดที่ ๔๕๕๐ จากนายฉวี โกมลกิติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ โดยมีอาณาเขตด้านทิศเหนือติดที่ดินโฉนดที่ ๔๒๕๒ และ ๖๐๓๙และด้านทิศตะวันตกติดที่ดินโฉนดที่ ๒๗๗๐ เดิมที่ดินบริเวณนี้เป็นทุ่งนาเมื่อจำเลยซื้อแล้วได้ทำถนนในที่ดินของจำเลยเพื่อเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทั้งนี้ เพื่อประโยชน์เฉพาะสำหรับที่ดินของจำเลยเท่านั้น ต่อมาจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์นำรถยนต์เข้าออกตามถนนนี้ได้ จำเลยได้ปิดป้ายแสดงเป็นถนนส่วนบุคคลมิได้เจตนาให้เป็นทางสาธารณะหรือเป็นทางภารจำยอม โจทก์มิได้ใช้สิทธิมาเกิน๑๐ ปี เพราะมีทางอื่นเข้าออกสู่ถนนใหญ่แล้ว ศาลชั้นต้นฟังว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นเพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกได้ดังเดิมให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๕๐๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ทางพิพาทได้ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๔ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยซื้อที่ดินโฉนดที่ ๔๕๕๐ จากนายฉวี โกมลกิติโดยหม่อมหลวงชูชาติ กำภู ได้ยกที่ดินบางส่วนให้ทำเป็นทางสาธารณะตามที่ได้ตกลงกับหลวงอรรถพัสดุการผู้ตัดซอยพร้อมมิตร เพื่อให้ที่ดินของหม่อมหลวงชูชาติ กำภู ส่วนที่เหลือจากการแบ่งขายให้หลวงอรรถพัสดุการได้มีทางออกสู่ถนนได้ แม้ปัจจุบันจะปรากฏว่าทางพิพาทอยู่ในเขตโฉนดของจำเลยและจำเลยจะได้ปิดป้ายว่าเป็นถนนส่วนบุคคลก็ดี แต่เมื่อหม่อมหลวงชูชาติ กำภู เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณะก่อนที่จะตกมาเป็นของนายฉวี โกมลกิติ และจำเลยแล้ว ทางพิพาทก็ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิมเพราะสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๕ จำเลยหามีสิทธิจะปิดกั้นไม่ ส่วนฎีกาจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์ฟ้องตั้งประเด็นว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม ไม่อาจตีความว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นทางสาธารณะจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าหม่อมหลวงชูชาติ กำภู เป็นผู้สร้างทางพิพาทเพื่อเป็นทางเข้าออกสำหรับที่ดินทุกแปลงที่หม่อมหลวงชูชาติ กำภู แบ่งแยกขายและโจทก์ได้ใช้ทางนี้ตลอดมาเป็นเวลากว่าสิบปี จึงกลายสภาพเป็นทางภารจำยอม อันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางพิพาทได้โดยไม่ให้จำเลยปิดกั้นฉะนั้น แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าหม่อมหลวงชูชาติ กำภูได้อุทิศทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแล้วอัน เป็นเหตุที่จำเลยจะปิดกั้นไม่ได้ศาลก็วินิจฉัยได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2516 นางฉันทนา ตริยานนท์ โจทก์ นางอุไร ยมะสมิต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางฉันทนา ตริยานนท์ · จำเลย - นางอุไร ยมะสมิต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถนอม ครูไพศาล · เสถียร ลิมปิษเฐียร · ชุ่ม สุนทรธัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายไพโรจน์ ไวกาสี · ศาลอุทธรณ์ - นายจรอง อมะรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4415/2528ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1036/2506ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2718/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา