⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1823/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2516

พ.ร.บ.ล้มละลาย ม.9, 10, 14 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.37, 84, 86

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาคดีล้มละลายต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด หากศาลรวบรัดฟังพยานฝ่ายเดียวโดยไม่ฟังพยานอีกฝ่าย ย่อมไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยชี้ขาด

ย่อคำพิพากษา

การพิจารณาคดีล้มละลาย ย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายได้บัญญัติไว้ในมาตรา 14 ว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่สองแสนบาทเศษแต่พยานโจทก์เบิกความรับว่าจำเลยถือหุ้นในบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งซึ่งชำระเงินค่าหุ้นแล้วถึงสามแสนบาทเกินจำนวนที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยยังเป็นผู้จัดการบริษัทอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ตามบัญชีทรัพย์ซึ่งจำเลยแนบมาในคำร้องขอสืบพยานจำเลยยังปรากฏว่า จำเลยมีทรัพย์สินอันมีมูลค่ากว่าเก้าแสนบาท การที่ศาลชั้นต้นรวบรัดฟังคำพยานโจทก์ฝ่ายเดียวว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด โดยไม่ฟังพยานจำเลยเสียเลยนั้นย่อมไม่เพียงพอต่อการพิจารณาหาความจริงดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.10 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.153

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.37 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษารวม ๒๕๖,๔๒๕ บาทจำเลยไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้ สันนิษฐานได้ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด และพิพากษาว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้ได้ ชั้นพิจารณาเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ในวันนัดสืบพยานจำเลยจำเลยและทนายไม่มาศาลและไม่มีพยานของจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งงดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ แล้วนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ก่อนถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอสืบพยาน อ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์โดยถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลย แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ ว่า"ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" คดีนี้พยานโจทก์เบิกความรับว่า จำเลยมีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทไทยแคนาดาไดรบ๊อตเตอลิ่ง จำกัด และจำเลยยังเป็นผู้จัดการบริษัทสหวิเทศ จำกัด เจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ให้การไว้ว่าจำเลยถือหุ้นอยู่ในบริษัทไทยแคนาดา ไดรบ๊อตเตอลิ่ง จำกัด ๓,๐๐๐ หุ้นชำระเงินเต็มมูลค่าแล้ว ซึ่งมีราคาถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท เกินจำนวนที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์เสียอีก และจำเลยยังแนบบัญชีทรัพย์มาในคำร้องขอสืบพยานจำเลยว่า จำเลยมีทรัพย์สินอันมีมูลค่ากว่าเก้าแสนบาทที่พยานโจทก์เบิกความว่าบริษัทที่จำเลยถือหุ้นนั้นเพิ่งจะผลิตสินค้าจำหน่ายประมาณ๑ ปี หุ้นของบริษัทดังกล่าวไม่มีราคาและจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับบริษัทสหวิเทศจำกัด แล้วนั้น ก็เป็นเพียงคำเบิกความของนายวิจิตร ยืนนานพยานโจทก์ผู้เดียวลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน การที่ศาลชั้นต้นรวบรัดฟังคำพยานโจทก์ฝ่ายเดียวว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดโดยไม่ฟังพยานจำเลยเสียเลยนั้น จึงไม่เพียงพอต่อการพิจารณาหาความจริงดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓มาตรา ๑๔ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2516 บริษัทเครดิตการพาณิชย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายวิจิตร ยืนนาน ผู้รับ มอบอำนาจ โจทก์ นายพวงแช แซ่ก๊วย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้รับ - บริษัทเครดิตการพาณิชย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายวิจิตร ยืนนาน · โจทก์ - มอบอำนาจ · จำเลย - นายพวงแช แซ่ก๊วย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · รัตน์ ศรีไกรวิน · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวชิระ รัตนสิงห์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3007/2525ฎีกา 6968/2537ฎีกา 1195/2535ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5272/2544ฎีกา 2135/2518ฎีกา 534/2504ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 72/2505ฎีกา 4432/2534ฎีกา 4470/2543ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา