⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1823/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาคดีล้มละลายต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด หากศาลรวบรัดฟังพยานฝ่ายเดียวโดยไม่ฟังพยานอีกฝ่าย ย่อมไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยชี้ขาด

ย่อคำพิพากษา

การพิจารณาคดีล้มละลาย ย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายได้บัญญัติไว้ในมาตรา 14 ว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่สองแสนบาทเศษแต่พยานโจทก์เบิกความรับว่าจำเลยถือหุ้นในบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งซึ่งชำระเงินค่าหุ้นแล้วถึงสามแสนบาทเกินจำนวนที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยยังเป็นผู้จัดการบริษัทอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ตามบัญชีทรัพย์ซึ่งจำเลยแนบมาในคำร้องขอสืบพยานจำเลยยังปรากฏว่า จำเลยมีทรัพย์สินอันมีมูลค่ากว่าเก้าแสนบาท การที่ศาลชั้นต้นรวบรัดฟังคำพยานโจทก์ฝ่ายเดียวว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด โดยไม่ฟังพยานจำเลยเสียเลยนั้นย่อมไม่เพียงพอต่อการพิจารณาหาความจริงดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.10 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.153

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษารวม ๒๕๖,๔๒๕ บาทจำเลยไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้ สันนิษฐานได้ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด และพิพากษาว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้ได้ ชั้นพิจารณาเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ในวันนัดสืบพยานจำเลยจำเลยและทนายไม่มาศาลและไม่มีพยานของจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งงดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ แล้วนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ก่อนถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอสืบพยาน อ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์โดยถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลย แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ ว่า"ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" คดีนี้พยานโจทก์เบิกความรับว่า จำเลยมีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทไทยแคนาดาไดรบ๊อตเตอลิ่ง จำกัด และจำเลยยังเป็นผู้จัดการบริษัทสหวิเทศ จำกัด เจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ให้การไว้ว่าจำเลยถือหุ้นอยู่ในบริษัทไทยแคนาดา ไดรบ๊อตเตอลิ่ง จำกัด ๓,๐๐๐ หุ้นชำระเงินเต็มมูลค่าแล้ว ซึ่งมีราคาถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท เกินจำนวนที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์เสียอีก และจำเลยยังแนบบัญชีทรัพย์มาในคำร้องขอสืบพยานจำเลยว่า จำเลยมีทรัพย์สินอันมีมูลค่ากว่าเก้าแสนบาทที่พยานโจทก์เบิกความว่าบริษัทที่จำเลยถือหุ้นนั้นเพิ่งจะผลิตสินค้าจำหน่ายประมาณ๑ ปี หุ้นของบริษัทดังกล่าวไม่มีราคาและจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับบริษัทสหวิเทศจำกัด แล้วนั้น ก็เป็นเพียงคำเบิกความของนายวิจิตร ยืนนานพยานโจทก์ผู้เดียวลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน การที่ศาลชั้นต้นรวบรัดฟังคำพยานโจทก์ฝ่ายเดียวว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดโดยไม่ฟังพยานจำเลยเสียเลยนั้น จึงไม่เพียงพอต่อการพิจารณาหาความจริงดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓มาตรา ๑๔ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1823/2516 บริษัทเครดิตการพาณิชย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายวิจิตร ยืนนาน ผู้รับ มอบอำนาจ โจทก์ นายพวงแช แซ่ก๊วย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้รับ - บริษัทเครดิตการพาณิชย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายวิจิตร ยืนนาน · โจทก์ - มอบอำนาจ · จำเลย - นายพวงแช แซ่ก๊วย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · รัตน์ ศรีไกรวิน · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวชิระ รัตนสิงห์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3007/2525ฎีกา 6968/2537ฎีกา 1195/2535ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5272/2544ฎีกา 2135/2518ฎีกา 534/2504ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 4432/2534ฎีกา 4470/2543ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 1816/2534ฎีกา 1063/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา