⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1848/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมนั้น ศาลมีหน้าที่พิพากษาให้เสร็จไปตามยอม โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเรื่องการพิพากษาเกินคำขอหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142. คู่ความสามารถตกลงกันในเรื่องค่าทนายความได้ตามที่เห็นสมควร โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามอัตราค่าทนายความตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมนั้นมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องสืบพยานกันจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลตามมาตรา 138คงบังคับไว้แต่เพียงต้องตกลงกันในประเด็นแห่งคดี ซึ่งรวมถึงที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นด้วย ถ้านอกประเด็น ศาลก็ไม่มีหน้าที่ทำยอมให้ และเมื่อปรากฏชัดว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หรือเห็นว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว. ก็ต้องพิพากษาคดีให้เสร็จไปตามยอมนั้น ไม่มีหน้าที่ต้องย้อนไปดูว่าเกินคำขอในฟ้องหรือไม่ ส่วนที่ทนายจำเลยตกลงยอมให้ค่าทนายโจทก์ 3,000 บาทเมื่อทนายจำเลยมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับฝ่ายโจทก์ได้ตามใบแต่งทนายจำเลย. จำเลยจะมาปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบไม่ได้และกรณีเช่นนี้คู่ความจะตกลงค่าทนายความมากน้อยเท่าใดก็ได้เพราะเป็นเรื่องตกลงกันให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมอันได้แก่ค่าทนายความด้วย ไม่จำต้องถือตามบัญชีอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะมิใช่เรื่องที่ศาลกำหนดค่าทนายความให้ฝ่ายแพ้ใช้แทน ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าทนายความนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 163 แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.163 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินโฉนดที่ ๗๐๘๐ ของโจทก์ โดยมีสัญญาเช่าคราวละ ๑ ปี จนถึงปี ๒๔๙๘ หลังจากนั้น โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าอยู่เรื่อยมาโดยไม่มีสัญญาต่อกัน ต่อมาวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๒ โจทก์มีหนังสือขอขึ้นค่าเช่าจากเดือนละ ๗๕ บาท เป็น ๑๕๐ บาท ตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๒เป็นต้นไป จำเลยทราบแล้วเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา จำเลยไม่ยอมออกจึงขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ให้ชำระค่าเช่าที่ค้าง ๓๗๕ บาท กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า เช่าที่ดินโจทก์จริง เมื่อโจทก์ขอขึ้นค่าเช่าเป็นเดือนละ๑๕๐ บาท จำเลยขอต่อรองเหลือ ๑๒๐ บาท โจทก์ไม่ยอม จำเลยจึงไปติดต่อทนายโจทก์ขอชำระค่าเช่าตามที่โจทก์ต้องการ แต่ทนายโจทก์ขอค่าทนายอีก๒,๕๐๐ บาท จำเลยขอให้รับเงินค่าเช่าไว้ก่อน ค่าทนายค่อยพูดกันทีหลังทนายโจทก์ไม่ยอมรับค่าเช่าไว้ การที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าเป็นความผิดของโจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง วันนัดสืบพยานนัดแรก ทนายโจทก์ ทนายจำเลยต่างมาศาล ตัวจำเลยป่วย ทนายทั้งสองฝ่ายจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว โดยโจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ในที่เช่าได้อีก ๑ ปีจำเลยยอมให้ค่าเช่าที่ค้างกับค่าเสียหายรวม ๙๗๕ บาท กับค่าทนายอีก๓,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า ทนายจำเลยทำการฉ้อฉลจำเลยและการตกลงยอมความกับทนายโจทก์เป็นไปโดยพลการ เกินคำขอ เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘(๒) ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์เฉพาะเรื่องที่อ้างว่าเป็นการฉ้อฉล ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องสืบพยานกัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลตามมาตรา ๑๓๘ คงบังคับไว้แต่เพียงต้องตกลงกันในประเด็นแห่งคดี ซึ่งหมายรวมถึงที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นนั้น ๆ ด้วย ถ้านอกประเด็น ศาลก็ไม่มีหน้าที่ทำยอมให้ และเมื่อปรากฏชัดว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือเห็นว่าชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ต้องพิพากษาคดีให้เสร็จไปตามยอมนั้น ไม่มีหน้าที่ต้องย้อนไปดูว่าเกินคำขอในฟ้องหรือไม่ ส่วนที่ทนายจำเลยตกลงยอมให้ค่าทนายโจทก์ ๓,๐๐๐ บาทนั้นเมื่อทนายจำเลยมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับฝ่ายโจทก์ได้ตามใบแต่งทนายจำเลย จำเลยจะมาปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบไม่ได้ และกรณีเช่นนี้ คู่ความจะตกลงค่าทนายความมากน้อยเท่าใดก็ได้ เพราะเป็นเรื่องตกลงกันให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมอันได้แก่ค่าทนายความด้วยไม่จำต้องถือตามบัญชีอัตราค่าทนายความตามตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะมิใช่เรื่องที่ศาลกำหนดค่าทนายความให้ฝ่ายแพ้ใช้แทน ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าทนายความนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๓ แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ย่อมมีผลผูกพันจำเลยได้ ไม่เสียไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยเสียนั้น ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2516 ขุนบรรหารคดี โดยนางพวง บรรหารกุล ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายจรูญ สุวรรณา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ขุนบรรหารคดี โดยนางพวง บรรหารกุล ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายจรูญ สุวรรณา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล · ชุ่ม สุนทรธัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเนิ่น อนุโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1798/2506ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2520/2544ฎีกา 9188/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1593/2524ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 2169/2523ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา