⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2823-2824/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823-2824/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. จำเลยมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และมีสิทธิยกประเด็นข้อต่อสู้และนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้โดยไม่ต้องซักค้านพยานโจทก์ 2. สถานที่ที่จำเลยยืมทรัพย์ที่ยักยอกถือเป็นสถานที่เกิดเหตุในการกระทำผิดฐานยักยอก

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญาจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะให้การอย่างใดหรือแม้จะไม่ให้การเลยก็ได้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพยานก่อนให้เห็นว่าจำเลยเป็นกระทำความผิด จำเลยไม่จำต้องยกประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็มีสิทธิที่จะนำสืบในประเด็นนั้น ๆ ได้และจำเลยมีอำนาจนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยได้โดยไม่จำต้องซักค้านพยานโจทก์ ในเรื่องที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบต่อไปไว้เลย ในความผิดฐานยักยอกนั้น สถานที่ที่จำเลยยืมทรัพย์ที่ยักยอกย่อมถือเป็นสถานที่เกิดเหตุในการกระทำผิดด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.89 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องมีใจความว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2504 นางสฤษดิ์ได้ยกเครื่องประดับอันเป็นทรัพย์ส่วนตัวให้นางสาววิไลลักษณ์บุตรรวม 10 อย่าง คือ ห้อยคอฯลฯ แต่ระหว่างที่นางสาววิไลลักษณ์ยังเล่าเรียนอยู่ ให้นายนภาและนายธาดาเก็บรักษาไว้แทน ต่อมาเดือนตุลาคม 2506 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามในคดีแรกได้ร่วมกันยืมเครื่องประดับดังกล่าวจากนางสฤษดิ์นายนภา และนายธาดาไปรวม 6 อย่าง คือ ห้อยคอ ฯลฯ และเดือนเมษายน2507 เวลากลางวันจำเลยในคดีหลังได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ในคดีแรกขอยืมจากนายนภาและนายธาดาไปอีก 4 อย่าง คือ จี้เพชร ฯลฯ ทรัพย์ทั้งหมดราคารวมกันประมาณ 80,000 บาท ครั้นต้นเดือนมีนาคม 2510 ผู้เสียหายได้ทวงถามของเหล่านี้ จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนให้ โดยในระหว่างเดือนมีนาคม 2510 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองสำนวนมีเจตนาทุจริตคิดยักยอกเอาทรัพย์ดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว เหตุเกิดที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 และให้จำเลยทั้งสองสำนวนคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายและปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายนภาและนายธาดาเข้าเป็นโจทก์ร่วม ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องซึ่งต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์นั้นเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์พิพาทมีเพียง 7 อย่าง ซึ่งหลวงเจริญรัตนวิโรจน์ขายให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว พิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยมีคำรับรองของอธิบดีกรมอัยการ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยมีคำรับรองของอธิบดีกรมอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ข้อกฎหมายที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยให้การปฏิเสธโดยมิได้ยกประเด็นใดขึ้นต่อสู้ จำเลยกลับนำสืบในประเด็นต่าง ๆและมิได้ถามข้อเท็จจริงเหล่านั้นไว้ในเวลาที่โจทก์นำพยานเข้าสืบซึ่งต่อมาโจทก์ได้คัดค้านไว้แล้ว ไม่ชอบที่ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงเหล่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในคดีอาญาจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะให้การอย่างใด หรือแม้จะไม่ให้การเลยก็ได้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพยานก่อนให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่จำต้องยกประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็มีสิทธิที่จะนำสืบในประเด็นนั้น ๆได้ และจำเลยมีอำนาจนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยได้ โดยไม่จำต้องซักค้านพยานโจทก์ในเรื่องที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบต่อไปไว้เลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 172, 174 ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 862/2503 ระหว่างนายจันทร์ กลางสวัสดิ์ โจทก์ นายขุน อาพัดนอก กับพวก จำเลย ดังนี้ ศาลย่อมรับพิจารณาคำพยานจำเลยเหล่านั้นได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทุกคนเป็นความผิดฐานยักยอก มิใช่ฐานฉ้อโกงดังที่จำเลยอ้าง และสถานที่ที่จำเลยยืมเกิดขึ้นที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จึงถือเป็นสถานที่เกิดเหตุในการกระทำผิดฐานนี้ด้วย คำบรรยายฟ้องเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุถูกต้องแล้ว พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่คนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในแต่ละสำนวนตามราคาที่คำนวณมา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823 - 2824/2516 ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นายนภา รัตนวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ นายประเสริฐ รัตนวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นายนภา รัตนวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นายนภา รัตนวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน · จำเลย - นายประเสริฐ รัตนวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน · โจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นายนภา รัตนวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริ อติโพธิ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา