⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 707/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 707/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การถอนฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายเพื่อเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องในความผิดเดียวกันนั้น ไม่ถือเป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการและสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายจึงไม่ระงับไป 2. การกระทำที่จำเลยยืมเงินไปโดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในกิจการของตนเองและให้ผลประโยชน์แก่ผู้เสียหายในภายหลัง แม้ภายหลังจำเลยไม่ได้นำเงินไปใช้ตามที่อ้าง ก็เป็นเพียงการผิดสัญญาเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงไว้แล้ว ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยด้วยเรื่องเดียวกันนั้นเป็นคดีใหม่ ผู้เสียหายจึงถอนฟ้องคดีที่ผู้เสียหายได้ฟ้องไว้แล้วขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องเห็นได้ว่าการที่ผู้เสียหายถอนฟ้องดังกล่าวก็เพื่อจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยนั่นเอง มิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 36 พนักงานอัยการจึงยังมีอำนาจฟ้องจำเลยและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายจึงไม่ระงับไป จึงมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จำเลยเอาเงินของผู้เสียหายไป อ้างว่าเพื่อนำไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจและจะให้ผลประโยชน์แก่ผู้เสียหาย เป็นเรื่องที่จำเลยยืมเงินไปโดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินนั้นเพื่อกิจการของจำเลยเองในโอกาสข้างหน้า มิได้เอาความเท็จมากล่าวหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งมีอยู่แล้วในขณะนั้น แม้จำเลยไม่เอาเงินนั้นไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจ ก็เป็นเรื่องผิดคำมั่นสัญญาเท่านั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.36 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยทุจริตได้หลอกลวงนางบุญหนักด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้มอบเงินแก่จำเลยเพื่อนำไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจนางบุญหนักหลงเชื่อได้มอบเงินให้จำเลยไป ๗๐,๐๐๐ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ และให้จำเลยใช้เงิน ๗๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย นางบุญหนักได้รับอนุญาตเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จำเลยให้การว่าไม่ได้หลอกลวง จำเลยยืมเงินผู้เสียหายไป ๗๐,๐๐๐ บาทเพื่อใช้กิจส่วนตัว จะคืนให้ในไม่ช้า และเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยยืมเงินผู้เสียหายไป ๗๐๐ บาทเท่านั้นและตัดฟ้องว่าผู้เสียหายเคยฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ได้ถอนฟ้องไปแล้วตามคดีแดงของศาลชั้นต้นที่ ๕๐๔/๒๕๑๓ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีที่ผู้เสียหายได้ถอนฟ้องไป แม้จะเป็นคดีเรื่องเดียวกันแต่ก็มิได้ถอนไปโดยเด็ดขาดเพื่อเลิกคดี หากเป็นการถอนไปเพื่อจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดให้จำคุก และคืนเงินแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งไม่เข้าเกณฑ์ความผิดฐานฉ้อโกง และคดีนี้จำเลยต่อสู้ว่าผู้เสียหายได้เคยฟ้องจำเลยทางอาญามาแล้วและถอนฟ้องไปไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้เสียหายถอนฟ้องไปเพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกสำนวน โจทก์และผู้เสียหายจะมาฟ้องคดีนี้อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๖(๓), ๓๙(๒) พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมฎีกาว่าโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยให้การไว้ว่าคดีเรื่องนี้ผู้เสียหายได้เคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๓ ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๓ ในข้อหาเดียวกัน แล้วผู้เสียหายได้ถอนฟ้องคดีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องไว้นั้นเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๑๓ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกของพนักงานอัยการ ปรากฏเหตุดังกล่าวมาซึ่งเป็นความจริงจึงเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายถอนฟ้องคดีที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยเสียก็เพื่อประสงค์จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยนั่นเอง ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นได้ยกเอาเหตุที่ได้ความจากคำให้การของจำเลยซึ่งยื่นไว้ในสำนวนคดีเรื่องนี้มาเป็นข้อวินิจฉัยว่า คดีที่ผู้เสียหายได้ถอนฟ้องไปนั้นมิได้ถอนฟ้องไปโดยเด็ดขาดเพื่อเลิกคดี แต่เป็นการถอนฟ้องไปเพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกสำนวนการถอนฟ้องของผู้เสียหายในกรณีเช่นนี้จึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖อัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลย และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายยังไม่ระงับไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๒) ผู้เสียหายจึงมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการฟ้องคดีนี้ได้ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เอาเงินของผู้เสียหายไป ๗๐,๐๐๐ บาทอ้างว่าเพื่อไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจ และจะให้ผลประโยชน์แก่ผู้เสียหาย แล้ววินิจฉัยความผิดฐานฉ้อโกงว่าความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ นั้น ต้องมีการเอาความเท็จมากล่าวหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแต่ความปรากฏว่าขณะจำเลยพูดเอาเงินจากผู้เสียหายไปนั้น จำเลยได้บอกผู้เสียหายว่าเพื่อนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจการที่จำเลยยืมเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจจึงเป็นเรื่องที่จำเลยรับจะไปทำกิจการอย่างหนึ่งในการใช้เงินที่ยืมไปนั้นเพื่อกิจการของจำเลยเองในโอกาสข้างหน้าจึงเป็นเรื่องที่จำเลยให้คำมั่นสัญญาแก่ผู้เสียหายถึงผลงานที่จำเลยจะไปกระทำจำเลยมิได้เอาความเท็จมากล่าวหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งมีอยู่แล้วในขณะนั้นแก่ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยไม่เอาเงินที่ยืมไปนั้นไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยผิดคำมั่นสัญญาที่ได้บอกแก่ผู้เสียหายไว้เท่านั้นการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง พิพากษายืนโดยผล ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 707/2516 พนักงานอัยการจังหวัดเลย โจทก์ นางบุญหนัก เสนานุช โจทก์ร่วม จ่าสิบตำรวจเตรียม ทุมดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเลย · โจทก์ร่วม - นางบุญหนัก เสนานุช · จำเลย - จ่าสิบตำรวจเตรียม ทุมดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเลย - นายอธิราช มณีภาค · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 1917/2559ฎีกา 1656/2512ฎีกา 915/2566ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1860/2512ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 1124/2496ฎีกา 6196/2534ฎีกา 618/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4009/2566ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1228/2510ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 16889/2555ฎีกา 323/2510ฎีกา 6863/2543ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา