⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1260/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยึดถือทรัพย์สินตามกฎหมายหมายถึงการเข้าควบคุมหรือครอบครองทรัพย์สิน และผู้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์สินมีสิทธิครอบครองและมีอำนาจฟ้องร้องผู้ที่เข้ามากระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองหรือทำให้เสียทรัพย์สินนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

การยึดถือทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 278 นั้นหมายถึงการเข้าควบคุมหรือครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะระวังรักษาทรัพย์สินนั้นเสียเองหรือจะตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้นก็ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แล้วทำสัญญามอบหมายให้โจทก์ร่วมเป็นผู้รักษา โดยโจทก์ร่วมให้สัญญาว่าจะรักษาด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายหรือเสื่อมคุณภาพ และจะไม่เอาออกใช้สอย ถ้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายจะชดใช้ราคาให้ แล้วโจทก์ร่วมใส่กุญแจห้องล่ามโซ่ใส่กุญแจอาคาร แม้มิได้เข้าไปอยู่ในตัวอาคารก็เป็นการครอบครองรักษาทรัพย์ตามสัญญาแล้ว เมื่อจำเลยเข้าไปรื้อห้องตกแต่งอาคารใหม่ และเปิดทำการค้าในอาคารนั้น จึงเป็นการเข้าไปกระทำการอันเป็นการ รบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมครอบครองอยู่โดยปกติสุขและทำให้เสียทรัพย์โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยและมีอำนาจฟ้องฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.278 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.305 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปงัดกุญแจประตู และกุญแจที่ร้อยโซ่ประตูเลื่อนและเข้าไปในบาร์สมานมิตร ซึ่งนายสมศักดิ์ สิงหกันต์ผู้เสียหายเป็นผู้ดูแลรักษาตามสัญญารักษาทรัพย์ที่ผู้เสียหายทำไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดชลบุรี และจำเลยรื้อห้องกระจกห้องพักต่าง ๆ และเวทีดนตรีซึ่งสร้างไว้ภายในได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๓๖๒ จำเลยให้การปฏิเสธ นายสมศักดิ์ สิงหกันต์ ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษกระทงหนัก ตามมาตรา ๓๕๘ กระทงเดียว จำคุก ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะกระทำผิดฐานบุกรุก โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาบุกรุกส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ผู้ว่าคดีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า อาคารเลขที่ ๖๘๘/๒๑ เป็นของนางสุวรรณาโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางสุวรรณาได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดอาคารและสั่งปิดการค้า ซึ่งจำเลยทำอยู่ในอาคารนั้น แล้วมอบให้โจทก์ร่วมรับรักษาทรัพย์สินที่ยึด ได้ทำหนังสือสัญญารับรักษาทรัพย์ไว้โจทก์ร่วมได้ปิดห้องล่ามโซ่ใส่กุญแจตัวอาคาร แต่เปิดห้องให้จำเลยอาศัยหลับนอนห้องหนึ่งตามที่จำเลยขอ การประกอบกิจการภัตตาคารและไนท์คลับของจำเลยได้หยุดลง ต่อมาจำเลยได้รื้อห้องในอาคาร ตกแต่งอาคารแล้วประกอบกิจการค้าทำไนท์คลับโดยพลการ ปัญหามีว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้รับรักษาทรัพย์สินที่ยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ว่ากล่าวให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่จำเลย และเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดดังฟ้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๘ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ได้นั้น การยึดถือทรัพย์สินก็คือการเข้าควบคุมหรือครอบครองทรัพย์สินนั่นเอง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะระวังรักษาทรัพย์สินนั้นเสียเอง หรือจะตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้รักษาทรัพย์สินนั้นก็ได้ ตามมาตรา ๓๐๕(๒) การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดอาคารแล้วมอบหมายให้โจทก์ร่วมเป็นผู้รักษาอาคารไว้ ในหนังสือสัญญารับรักษาทรัพย์ก็มีความว่า โจทก์ร่วมขอให้สัญญาว่า ทรัพย์สินที่ได้รับมอบหมายไว้นี้จะรักษาไว้ ณ สถานที่ได้ทำการรักษา และจะรักษาด้วยความระมัดระวังมิให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมคุณภาพและจะไม่นำออกใช้สอย และถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินนั้นเกิดความเสียหายหรือสูญหาย โจทก์ร่วมยินดีรับผิดชอบชดใช้ราคาทรัพย์สินให้ทั้งสิ้น เห็นได้ว่าที่โจทก์ร่วมรับสัญญาจะควบคุมดูแลทรัพย์สินที่รับรักษาไว้นั้นความรับผิดชอบในการดูแลรักษาจึงตกอยู่แก่โจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมใส่กุญแจห้องล่ามโซ่ใส่กุญแจประตูอาคารที่รับรักษาไว้ แม้จะไม่ได้เข้าไปอยู่ในตัวอาคารเองก็เป็นการครอบครองรักษาทรัพย์ตามที่ทำหนังสือสัญญาไว้กับเจ้าพนักงานแล้ว การที่จำเลยเข้าไปรื้อห้อง ตกแต่งอาคารใหม่ และเปิดทำการค้าในอาคารนั้น เป็นการเข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมครอบครองอยู่โดยปกติสุข และทำให้เสียทรัพย์โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย และมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2517 ผู้ว่าคดีศาลแขวงชลบุรี โจทก์ นายสมศักดิ์ สิงหกันต์ โจทก์ร่วม นายเชาว์ สุขสวัสดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงชลบุรี · โจทก์ร่วม - นายสมศักดิ์ สิงหกันต์ · จำเลย - นายเชาว์ สุขสวัสดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงชลบุรี - นายพจน์ บุญเลี้ยง · ศาลอุทธรณ์ - นายเดช วุฒิสิงห์ชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 1680/2520ฎีกา 3146/2541ฎีกา 5660/2533ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 845/2543ฎีกา 609/2526ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 8080/2538ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา