⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1466/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1466/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจอดรถในเวลากลางคืน ณ ที่ซึ่งไม่มีแสงสว่างส่องถึง ต้องเปิดหรือจุดไฟให้มีแสงพอให้เห็นว่ารถนั้นจอดอยู่ เพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลอื่น และผู้ขับรถมีหน้าที่ปฏิบัติตามโดยเด็ดขาด.

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า "เวลากลางคืนรถใดจอดในทาง ณ ที่ซึ่งไม่มีแสงสว่างส่องไปถึงรถนั้นให้เห็นได้ในระยะไกลห้าสิบเมตรต้องเปิดหรือจุดไฟให้มีแสงพอให้เห็นว่ารถนั้นจอดอยู่" นั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น และการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ขับรถ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะมีผู้มาช่วยเหลือในการจอดรถนั้นหรือไม่ รถของจำเลยบรรทุกหินไปส่ง ระหว่างทางเพลารถขาด รถจอดอยู่ริมถนนด้านซ้ายท้ายรถด้านขวาล้ำออกไปในผิวจราจรประมาณ 1 เมตร ยังเหลือผิวจราจรอีก 6 เมตร ซึ่งรถสามารถแล่นสวนกันได้แม้จะมีเจ้าพนักงานตำรวจช่วยลากรถของจำเลยไปจอดดังกล่าวก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้ขับรถของจำเลยพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องจัดการให้มีแสงสว่างพอให้เห็นรถที่จอดนั้นได้ในเวลากลางคืน เมื่อรถของโจทก์แล่นมาชนท้ายรถของจำเลยส่วนที่ล้ำออกไป เป็นเหตุให้รถเสียหายและมีคนได้รับอันตราย เหตุที่เกิดขึ้นย่อมเนื่องมาจากความผิดของผู้ขับรถจำเลยที่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายส่วนหนึ่ง แต่คนขับรถของโจทก์ซึ่งเห็นรถที่แล่นสวนมาใช้ไฟสูง มองไม่เห็นทางข้างหน้า แทนที่จะพยายามหยุดรถเพื่อความปลอดภัยกลับขับรถต่อไปด้วยความเร็วสูงจนชนท้ายรถจำเลย ย่อมเป็นความประมาทของคนขับรถโจทก์ด้วย การกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 ประกอบด้วยมาตรา 223

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.223 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.422 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.23

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกทะเบียน น.ฐ. ๐๑๘๖๒ ซึ่งเช่าซื้อมา คนขับรถของจำเลยซึ่งไม่ทราบชื่อเพราะหลบหนีไป ได้ขับรถดังกล่าวไปจอดไว้บนถนนมิตรภาพในท้องที่ตำบลบางหว้า ด้วยความประมาท โดยจอดไว้ข้างถนนด้านซ้ายให้ท้ายรถยื่นออกไปบนผิวจราจรและในเวลากลางคืน ไม่ได้จุดโคมไฟข้างหน้าและข้างหลังรถ ไม่มีสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายใด ๆ เป็นเหตุให้คนขับรถของโจทก์ซึ่งขับไปตามถนนมิตรภาพในเวลากลางคืนไม่เห็นว่ามีรถจอดอยู่ ได้ชนท้ายรถบรรทุกของจำเลย ทำให้รถของโจทก์เสียหายจำเลยเป็นนายจ้างของคนขับรถซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๑๗,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าเหตุที่เกิดขึ้น เกิดจากความประมาทของคนขับรถโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ลักษณะที่รถจำเลยจอดอยู่นั้น ได้ความตามคำพยานโจทก์ที่นั่งไปในรถโจทก์ในคืนเกิดเหตุ และร้อยตำรวจโทศรี ฉัตรเมืองปักพนักงานสอบสวนผู้ไปดูสถานที่เกิดเหตุว่ารถจำเลยจอดที่ริมถนนด้านซ้ายหัวรถหันไปทางจังหวัดขอนแก่น ท้ายรถด้านขวาล้ำออกไปในผิวจราจรประมาณ๑ เมตร ยังเหลือผิวจราจรอีก ๖ เมตร ซึ่งรถสามารถแล่นสวนกันได้ ที่รถไม่มีเครื่องหมายใด ๆ ที่แสดงว่ามีรถจอดอยู่ รถโจทก์จึงชนท้ายรถจำเลยส่วนที่ล้ำออกไป การจอดรถล้ำผิวจราจรในเวลากลางคืนโดยไม่มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นเช่นนี้ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๔๗๗มาตรา ๒๓ ที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งบัญญัติว่า "เวลากลางคืนรถใดจอดในทาง ณ ที่ซึ่งไม่มีแสงสว่างส่องไปถึงรถนั้นให้เห็นได้ในระยะไกลห้าสิบเมตรต้องเปิดหรือจุดไฟให้มีแสงพอให้เห็นว่ารถนั้นจอดอยู่" อันเป็นบทบัญญัติเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น และการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ขับรถ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะมีผู้อื่นมาช่วยเหลือในการจอดรถนั้นหรือไม่ ฉะนั้น ข้อที่ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ช่วยลากรถของจำเลยที่เพลารถขาดจอดขวางทางจราจรไปแอบไว้ข้างทาง จะเป็นประเด็นหรือไม่และเป็นความจริงหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่เป็นเหตุให้ผู้ขับรถของจำเลยพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องจัดการให้มีแสงสว่างพอให้เห็นรถที่จอดนั้นได้เหตุที่เกิดขึ้นจึงเนื่องจากความผิดของผู้ขับรถจำเลยที่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายส่วนหนึ่ง แต่นอกจากนี้ตามคำพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงยังได้ความว่าเมื่อนายใหญ่ ชื่นศิริ คนขับรถของโจทก์เห็นรถที่แล่นสวนมาใช้ไฟสูง ทำให้นายใหญ่มองไม่เห็นทางข้างหน้า ก็ควรที่จะพยายามหยุดรถเพื่อความปลอดภัยแต่กลับขับรถต่อไปด้วยอัตราความเร็วสูง ดังที่ปรากฏจากสภาพของรถโจทก์ที่ยับเยินหลังจากชนกับรถจำเลยที่จอดอยู่แล้ว จึงเห็นว่านายใหญ่ได้ขับรถไปโดยประมาท มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในภาวะเช่นนั้นด้วยเมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายโจทก์ด้วยเช่นนี้ พิเคราะห์แล้วเห็นสมควรให้จำเลยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๘,๗๕๐ บาท พิพากษาแก้ ให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์ ๘,๗๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1466/2517 กรมชลประทาน โดยหม่อมหลวงปิลันธน์ มาลากุล รองอธิบดี รักษาราชการ แทนอธิบดี โจทก์ นายสุชิน แซ่ตัน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความรักษาราชการ - กรมชลประทาน โดยหม่อมหลวงปิลันธน์ มาลากุล รองอธิบดี · โจทก์ - แทนอธิบดี · จำเลย - นายสุชิน แซ่ตัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริ อติโพธิ · เสถียร ลิมปิษเฐียร · วิทูร เทพพิทักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายวิศิษฏ์ ลิมานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอุทัย อติแพทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8137/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา