⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1727/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ผู้จัดการสินสมรสมีหน้าที่ชำระภาษีโรงเรือนสำหรับสินสมรสนั้น 2. ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์เป็นอย่างอื่น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นผู้ยื่นประเมินภาษีโรงเรือนต่อเทศบาลสำหรับโรงเรือนอันเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยและภริยาจำเลย โดยมิได้ระบุว่าจำเลยกระทำการแทนผู้ใด เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินยังยอมรับว่าค้างชำระค่าภาษีอยู่จริง โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งถือว่าการประเมินภาษีนั้นถูกต้องแล้ว โรงเรือนนั้นเป็นสินสมรสจำเลยย่อมเป็นเจ้าของร่วมในโรงเรือนนั้นด้วย จำเลยอยู่ในฐานะผู้จัดการสินบริคณห์ และได้กระทำไปในฐานะเป็นผู้รับประเมินจึงเป็นผู้มีหน้าที่พึงชำระค่าภาษีค้างชำระนั้นให้เทศบาลจะผลักภาระการชำระค่าภาษีให้ตกแก่ภริยาจำเลยหาได้ไม่เพราะภริยาจำเลยไม่ใช่ผู้รับประเมินซึ่งมีหน้าที่ชำระค่าภาษีต่อเทศบาล ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1466 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส หากจำเลยจะกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่น เช่นว่า เป็นสินส่วนตัวของภริยาจำเลยจำเลยจำต้องยกขึ้นเป็นประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้งมิฉะนั้นแล้วจำเลยก็ไม่มีประเด็นสืบ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 40 วางหลักว่า เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสียค่าภาษีเท่ากับต้องรับภาระภาษีโดยตรง เจ้าของจะผลักภาระภาษีให้ผู้เช่าหรือผู้ครองทรัพย์สินเสียไม่ได้ หาใช่ข้อตัดสิทธิมิให้เทศบาลเรียกร้องเอาค่าภาษีจากจำเลยผู้รับประเมินแต่อย่างใดไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1462 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1466 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1468 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.5 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.19 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.37 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.38 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.40

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจเก็บภาษีโรงเรือนภายในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมาให้เป็นไปตามกฎหมายจำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมาได้ยื่นประเมินภาษีจากรายได้โรงเรือนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ โจทก์ได้แจ้งยอดภาษีโรงเรือนให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยคงค้างชำระภาษีโรงเรือนปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ รวมเป็นเงิน ๙,๙๕๗.๐๗ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษี ๙,๙๕๗.๐๗ บาทแก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ค้างค่าภาษีโรงเรือน โรงเรือนและที่ดินเป็นของนางสอาด ศรีนาค โดยนางสอาดได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากหมื่นประพันธ์นางสุนบิดามารดา จำเลยเป็นเพียงตัวแทน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ นัดชี้สองสถาน จำเลยรับว่าได้ยื่นประเมินภาษีสำหรับโรงเรือนเลขที่ ๑๕๖๑-๑๕๖๓ ไว้ต่อโจทก์ และค้างชำระค่าภาษีอยู่จริง จำเลยกับนางสอาดเป็นสามีภริยากันมาเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว และในการยื่นประเมินภาษีนั้น จำเลยมิได้ระบุไว้ว่ากระทำแทนใคร ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยแถลงรับต่อไปว่าได้จดทะเบียนสมรสกับนางสอาดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และได้รับการยกให้โรงเรือนและที่ดินเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ แล้วศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โรงเรือนรายนี้เป็นสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๒ จำเลยผู้เป็นสามีย่อมเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ตามมาตรา ๑๔๖๘ ทั้งจำเลยเป็นผู้ยื่นประเมินภาษีไม่ได้ระบุว่ากระทำแทนใคร ถือได้ว่ากระทำในฐานะผู้จัดการสินบริคณห์ จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีให้โจทก์เป็นเงิน ๙,๙๕๗.๐๗ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในจำนวนเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ ๓๐๐ บาทแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้นางสอาดภริยาจำเลยจะได้รับการยกให้ระหว่างที่เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โรงเรือนและที่ดินอาจไม่ใช่สินบริคณห์เสมอไป หากผู้ยกให้ระบุให้เป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๔ จำเลยก็จัดการไม่ได้ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษี เพราะพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๐ ให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเป็นผู้เสียภาษี ปรากฏว่าจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลอุทธรณ์เห็นควรให้จำเลยเลื่อนคดี เพื่อจะได้นำสืบว่าจำเลยมิได้เป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งไม่ต้องรับผิดใช้ค่าภาษี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปความ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยไปรับแบบพิมพ์จากเทศบาลมากรอกรายการยื่นเสียภาษีโรงเรือนนั้น ได้กระทำไปในฐานะผู้รับประเมินผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เพราะพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๑๙ บัญญัติกำหนดหน้าที่เฉพาะผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้นที่จะยื่นได้ เพราะผู้ยื่นจะต้องแสดงความจริงตามรายการที่กรอกลงไป มิฉะนั้นอาจมีความผิดฐานยื่นข้อความเท็จตามมาตรา ๔๘ ได้นอกจากนี้การลงนามในแบบพิมพ์ที่ยื่นนั้น มาตรา ๓๗ ยังบัญญัติไว้ด้วยว่า ถ้ามีการมอบฉันทะให้ตัวแทนลงนามแทนจะต้องแสดงหนังสือมอบฉันทะเป็นหลักฐานด้วย เมื่อไม่มีหนังสือมอบฉันทะแสดงย่อมมีผลเท่ากับจำเลยมิได้กระทำการแทนผู้ใด ยิ่งกว่านั้นจำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากโจทก์แล้วยังยอมรับว่าค้างชำระค่าภาษีอยู่จริงจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินภาษี ต้องถือว่าการประเมินภาษีของโจทก์เป็นไปโดยถูกต้องชอบแล้ว ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระค่าภาษีต่อโจทก์ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความการประเมินตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๘ เมื่อฟังได้ว่าจำเลยกระทำไปในฐานะเป็นผู้รับประเมินเช่นนี้ จำเลยจึงเป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีตามมาตรา ๕ ฉะนั้น จำเลยจะปฏิเสธการชำระค่าภาษีต่อโจทก์หาได้ไม่ทั้งจะผลักภาระการชำระค่าภาษีให้ไปตกแก่ภริยาจำเลยก็ไม่ได้ดุจกัน เพราะภริยาจำเลยไม่ใช่ผู้รับประเมินซึ่งมีหน้าที่ชำระค่าภาษีต่อโจทก์ ภริยาจำเลยได้รับการยกให้โรงเรือนพร้อมที่ดินโดยเสน่หาระหว่างจำเลยและภริยาจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากัน การได้ทรัพย์สินมาเช่นนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๖ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จำเลยจะกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่น เช่นว่าไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นสินส่วนตัวของภริยาจำเลย จำเลยจำต้องยกขึ้นเป็นประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นแล้วจำเลยก็ไม่มีประเด็นสืบ เมื่อฟังว่าที่ดินรวมทั้งโรงเรือนเป็นสินสมรสแล้วฐานะของจำเลยก็ย่อมเป็นเจ้าของร่วม ประกอบทั้งจำเลยเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ด้วย จะว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดค่าภาษีเพราะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินไปได้อย่างไร พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๐ วางหลักว่า เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสียค่าภาษีเท่ากับต้องรับภาระโดยตรงเพียงฝ่ายเดียว เจ้าของจะไปผลักภาระภาษีให้ผู้เช่าหรือผู้ครองทรัพย์สินเสียไม่ได้ มิใช่ข้อตัดสิทธิมิให้เทศบาลเรียกร้องเอาค่าภาษีจากจำเลยผู้รับประเมินแต่อย่างใดไม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2517 เทศบาลเมืองนครราชสีมา โดยนายบรรหาร เมฆวิชัย นายกเทศมนตรี โจทก์ นายสง่า ศรีนาค จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เทศบาลเมืองนครราชสีมา โดยนายบรรหาร เมฆวิชัย นายกเทศมนตรี · จำเลย - นายสง่า ศรีนาค
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสถียร ลิมปิษเฐียร · วิทูร เทพพิทักษ์ · ศิริ อติโพธิ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสมชาย รังสีกรรพุม · ศาลอุทธรณ์ - นายแล โกมารทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 13107/2556ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 1775/2512ฎีกา 3601/2526ฎีกา 888/2511ฎีกา 1123/2487ฎีกา 1170/2505ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา