⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1192/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าซื้อที่ระบุเงื่อนไขพิเศษในหนังสือรับรองให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ และคู่สัญญามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น แม้คู่สัญญาอีกฝ่ายจะไม่ได้ลงนามในหนังสือรับรอง แต่การยึดถือหนังสือรับรองไว้ถือเป็นการตกลงตามเงื่อนไขนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมาสด้าแบบเก๋งจากบริษัทจำเลย และยังได้ทำหนังสือรับรองให้จำเลยยึดถือไว้มีความตอนแรกว่า"...นอกจากข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้วข้าพเจ้าขอรับรองต่อบริษัทฯ ตามเงื่อนไขแห่งข้อความต่อไปนี้อีกด้วยคือ..."และข้อ 2 แห่งหนังสือรับรองก็ว่า "เนื่องจากราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อนี้บริษัทฯ ได้คิดให้ข้าพเจ้าในราคาต่ำกว่าราคาที่ขายทั่วไป ดังนั้นในระหว่างอายุแห่งสัญญาเช่าซื้อยังไม่ครบกำหนด ข้าพเจ้าจะไม่นำรถคันที่เช่าซื้อนี้โอนให้แก่บุคคลภายนอกไม่ว่าโดยนิตินัยหรือพฤตินัยเป็นอันขาด และหากข้าพเจ้าจะต้องออกจากงานของบริษัทไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะต้องจัดการชำระค่าเช่าซื้อที่ติดค้างทั้งหมดแก่บริษัทฯ ทันที หรือจะต้องเพิ่มราคาค่าเช่าซื้อตามจำนวนที่บริษัทฯ ได้ลดให้และจัดหาหลักประกันให้แก่บริษัทฯ จนเป็นที่พอใจแล้วแต่กรณี" และในข้อ 3มีข้อความว่า "ให้ถือเอาเงื่อนไขแห่งหนังสือนี้ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งแห่งสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 11 เดือยเมษายน พ.ศ. 2512 โดยเป็นสารสำคัญอันเป็นเหตุให้บริษัทฯ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ เดือนเมษายนพ.ศ. 2512 โดยเป็นสารสำคัญอันเป็นเหตุให้บริษัทฯ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ในกรณีที่ข้าพเจ้าปฏิบัติผิดสัญญานี้" จากข้อความในหนังสือรับรองดังกล่าวแล้วนี้ ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่โจทก์สมัครใจยินยอมผูกพันตนกับจำเลยเองและยอมรับเอาผลที่จะเกิดจากการแสดงเจตนาตามข้อความในหนังสือรับรองนั้น ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหนังสือรับรองดังกล่าว แม้จำเลยจะมิได้เซ็นชื่อในหนังสือนั้นก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยตกลงกับโจทก์ตามนั้น เพราะจำเลยเป็นฝ่ายยึดถือหนังสือรับรองนี้ไว้ และยังถือได้อีกว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเงื่อนไขอันหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อด้วยเมื่อสัญญาเช่าซื้อสมบูรณ์ ข้อความตามหนังสือรับรองก็ใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.146 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากจำเลยในราคา59,800 บาท ชำระค่าเช่าซื้อวันทำสัญญา 13,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์สัญญาว่าจะชำระให้เสร็จภายใน 30 เดือน โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญา โจทก์แจ้งให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อให้โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจโอนรถต่อไปให้บุคคลอื่นได้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย 5,000 บาทขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวใส่ชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 5,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาทแก่โจทก์จนกว่าจะโอนทะเบียนรถให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากจำเลยตามฟ้องจริง ในขณะที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อนั้น โจทก์เป็นพนักงานขายรถของบริษัทจำเลย จำเลยจึงคิดราคาเช่าซื้อถูกกว่าราคาท้องตลาด และโจทก์ได้ทำหนังสือรับรองให้จำเลยไว้ในวันที่ทำสัญญาเช่าซื้อนั้นเอง โดยให้ถือเอาเงื่อนไขในหนังสือรับรองทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งแห่งสัญญาเช่าซื้อ ถือเอาเป็นสารสำคัญอันเป็นเหตุให้บริษัทจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ในกรณีที่โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา เงื่อนไขในหนังสือรับรองมีว่า เนื่องจากราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่บริษัทจำเลยได้คิดลดให้โจทก์ในราคาต่ำกว่าราคาที่ขายทั่วไป ดังนั้นในระหว่างอายุแห่งสัญญาเช่าซื้อยังไม่ครบกำหนด โจทก์จะไม่นำรถคันที่เช่าซื้อโอนให้บุคคลภายนอกไม่ว่าโดยนิตินัยหรือพฤตินัยเป็นอันขาด และหากโจทก์จะต้องออกจากงานของบริษัทจำเลยไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม โจทก์จะต้องจัดการชำระค่าเช่าซื้อที่ติดค้างทั้งหมดแก่บริษัทจำเลยทันที หรือจะต้องเพิ่มราคาค่าเช่าซื้อตามจำนวนที่บริษัทจำเลยได้ลดให้ และหาหลักประกันให้แก่บริษัทจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้วแต่กรณี ในระหว่างอายุสัญญาเช่าโจทก์ลาออกจากงานบริษัทจำเลย สิทธิที่โจทก์จะได้รับส่วนลดจึงหมดไปตามเงื่อนไขในสัญญาโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระส่วนลด 5,000 บาทแก่บริษัทจำเลย ขอให้ศาลยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงิน 5,000 บาท แก่จำเลยพร้อมทั้งดอกเบี้ย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นราคาท้องตลาดโจทก์ไม่ได้รับส่วนลดตามที่จำเลยกล่าวอ้าง สัญญาเช่าซื้อข้อ 10 ระบุว่าเมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้ หนังสือรับรองเป็นโมฆะ เพราะจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาประธานหนังสือรับรอง แม้จำเลยจะไม่ได้เซ็นชื่อแต่ถือได้ว่าตกลงกับโจทก์ตามนั้น ข้อความตามหนังสือรับรองเป็นเงื่อนไขอันหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ เมื่อเงื่อนไขในหนังสือรับรองมีว่า โจทก์จะต้องเพิ่มราคาค่าเช่าซื้อตามจำนวนที่บริษัทลดให้ โจทก์ต้องใช้ราคาที่จำเลยลดให้ 5,000 บาทแก่จำเลย พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 5,000 บาทแก่จำเลย แล้วให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ตามฟ้องใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ให้โจทก์เสียดอกเบี้ยตามฟ้องแย้งให้จำเลย เมื่อโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติการโอน ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา คำขอนอกนั้นยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า หนังสือรับรองที่โจทก์ทำคำรับรองให้ไว้ต่อจำเลยนั้นโจทก์ได้ยินยอมผูกพันตนไว้หลายตอน ตอนแรกว่า "...นอกจากข้าพเจ้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าขอรับรองต่อบริษัทฯ ตามเงื่อนไขแห่งข้อความต่อไปนี้อีกด้วยคือ..." และข้อ 2 แห่งหนังสือรับรองก็ว่า "เนื่องจากราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อนี้บริษัทฯ ได้คิดให้ข้าพเจ้าในราคาต่ำกว่าราคาที่ขายทั่วไป ดังนั้น ในระหว่างอายุแห่งสัญญาเช่าซื้อยังไม่ครบกำหนด ข้าพเจ้าจะไม่นำรถคันที่เช่าซื้อนี้โอนให้แก่บุคคลภายนอกไม่ว่าโดยนิตินัยหรือพฤตินัยเป็นอันขาด และหากข้าพเจ้าจะต้องออกจากงานของบริษัทไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะต้องจัดการชำระค่าเช่าซื้อที่ติดค้างทั้งหมดแก่บริษัทฯ ทันที หรือจะต้องเพิ่มราคาค่าเช่าซื้อตามจำนวนที่บริษัทฯได้ลดให้ และจัดหาหลักประกันให้แก่ บริษัทฯ จนเป็นที่พอใจแล้วแต่กรณี" และในข้อ 3 มีข้อความว่า "ให้ถือเอาเงื่อนไขแห่งหนังสือนี้ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งแห่งสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 11 เดือนเมษายนพ.ศ. 2511 โดยเป็นสารสำคัญอันเป็นเหตุให้บริษัทฯ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ในกรณีที่ข้าพเจ้าปฏิบัติผิดสัญญานี้ จากข้อความในหนังสือรับรองดังกล่าวแล้วนี้ ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่โจทก์สมัครใจยินยอมผูกพันตนกับจำเลยเอง และยอมรับเอาผลที่จะเกิดจากการแสดงเจตนาตามข้อความในหนังสือรับรองนั้น ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหนังสือรับรองดังกล่าว แม้จำเลยจะมิได้เซ็นชื่อในหนังสือนั้นก็ตามก็ถือได้ว่าจำเลยตกลงกับโจทก์ตามนั้น เพราะจำเลยเป็นฝ่ายยึดถือหนังสือรับรองนี้ไว้และยังถือได้อีกว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเงื่อนไขอันหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อด้วย เมื่อสัญญาเช่าซื้อสมบูรณ์ ข้อความตามหนังสือรับรองก็ใช้บังคับได้ไม่เป็นโมฆะ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2518 นายอุทัย วนานันท์ โจทก์ บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอุทัย วนานันท์ · จำเลย - บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท บริรักษ์ · สัญชัย สัจจวานิช · แผ้ว ศิวะบวร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2767/2523ฎีกา 3796/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 2763/2551ฎีกา 1411/2513ฎีกา 58/2530ฎีกา 353/2535ฎีกา 2467/2526ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1561/2520ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2026/2494ฎีกา 3295/2533ฎีกา 1568/2497ฎีกา 991/2548ฎีกา 1567/2513ฎีกา 1552/2568ฎีกา 5675/2530ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1630/2509ฎีกา 85/2540ฎีกา 2794/2526ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา