⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1466-1468/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1466-1468/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน และเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ผู้เช่าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นต่อไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฟ้องที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง สัญญาต่างตอบแทนที่ก่อให้เกิดเพียงบุคคลสิทธิ ย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น และสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวไม่โอนไปยังผู้รับโอนทรัพย์สินนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าเดือนละ 150 บาท และเรียกค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาทนับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกพิพาทเสร็จสิ้น โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น หากแต่เรียกร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง โจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินและตึกแถวที่พิพาทโดยสุจริตจากผู้จัดการมรดกของเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม แม้ว่าจะมีสัญญาต่างตอบแทนกันอยู่ระหว่างเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมกับจำเลยนอกเหนือไปจากสัญญาเช่า สัญญาต่างตอบแทนนี้ก็เพียงแต่ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิ อันมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาด้วยกันเองเท่านั้น สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่างตอบแทนนั้นหาได้โอนไปยังผู้รับโอนทรัพย์ที่พิพาทด้วยไม่ หมายเหตุ วรรค 1 วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ( ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2518 )

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.569

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้ง ๓ สำนวนนี้พิจารณารวมกัน โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าตึกแถวพิพาทกับจำเลย และให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาท แต่จำเลยขัดขืน ทำให้โจทก์เสียหายเพราะมีผู้เสนอขอเช่าตึกแถวพิพาทในราคาเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยแต่ละสำนวนและบริวารขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท และให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท จำเลยทั้ง ๓ สำนวนให้การมีใจความเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้ตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากผู้เช่าเดิมมีกำหนด ๒๐ ปี โดยจำเลยออกค่าก่อสร้างเอง สัญญาเช่าจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน และได้เช่าตึกแถวที่พิพาทมายังไม่ครบกำหนด ๒๐ ปีตามสัญญา โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดจากเจ้าของที่ดินเดิมจริง ๆ แม้จะได้มีการโอนกรรมสิทธิ์กันก็เป็นการสมยอมกันโดยไม่สุจริต หากโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาก็ต้องรับมาทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเดิม จะฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้ เพราะอายุการเช่าตามสัญญาต่างตอบแทนยังไม่ครบกำหนด ที่โจทก์อ้างว่ามีผู้จะเช่าตึกแถวที่พิพาทในอัตราไม่น้อยกว่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่เป็นความจริง หากโจทก์จะเสียหายจริงก็เสียหายไม่เกินกว่าอัตราค่าเช่าตามสัญญาเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่สัญญานี้เป็นเพียงบุคคลสิทธิ ไม่ตกติดไปกับตัวทรัพย์ด้วย โจทก์ได้รับโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยสุจริต มีอำนาจฟ้องจำเลย ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยทั้ง ๓ สำนวนอุทธรณ์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวที่พิพาทไว้จริง และมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่สุจริต ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของที่ดินได้ตกลงให้จำเลยเช่า ๒๐ ปี ถ้าจำเลยได้ออกเงินค่าก่อสร้างไป ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับผู้ให้เช่าเดิม สัญญาต่างตอบแทนเป็นบุคคลสิทธิ มีผลระหว่างจำเลยกับผู้ให้เช่าเดิม ไม่ผูกพันโจทก์ ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นการสมควรแล้ว พิพากษายืน จำเลยทั้ง ๓ สำนวนฎีกาทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า คดีทั้ง ๓ สำนวนนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าเดือนละ ๑๕๐ บาท และเรียกค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทนับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกพิพาทเสร็จสิ้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงลงมติว่ากรณีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรค ๒ อันเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติที่ว่า คดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ แม้ว่าโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตมาด้วยเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทก็ตาม โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น หากแต่เรียกร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยด้วยนั้นจึงเป็นการมิชอบ และต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยต่อไป เพราะไม่มีสิทธิฎีกาที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาต่างตอบแทนรายพิพาทนี้ผูกพันโจทก์ด้วย เห็นว่าสัญญาต่างตอบแทนนี้เพียงแต่ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิอันมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาด้วยกันเองเท่านั้น สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่างตอบแทนนี้หาได้โอนไปยังผู้รับโอนทรัพย์ที่พิพาทด้วยไม่ โจทก์จึงไม่ถูกผูกพันโดยสัญญานี้แต่ประการใด พิพากษายืนในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1466 - 1468/2518 นายชัชวาลย์ วัฒนเสนีธรรม โจทก์ นายวงศ์ ธนาเลขะพัฒน์ ล. นายชัชวาลย์ วัฒนเสนีธรรม โจทก์ นางสาริณี ศรีวัลลภ ล. นายชัชวาลย์ วัฒนเสนีธรรม โจทก์ นายโป๊ะเกียง แซ่เลี้ยว ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัชวาลย์ วัฒนเสนีธรรม · ล. - นายวงศ์ ธนาเลขะพัฒน์ · โจทก์ - นายชัชวาลย์ วัฒนเสนีธรรม · ล. - นางสาริณี ศรีวัลลภ · โจทก์ - นายชัชวาลย์ วัฒนเสนีธรรม · ล. - นายโป๊ะเกียง แซ่เลี้ยว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานินทร์ กรัยวิเชียร · สอน ไชยสุต · ล้วน นิลกำแหง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายธวัช พึ่งชลารักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุมิตร ฟักทองพรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5445/2537ฎีกา 3483/2529ฎีกา 4123/2543ฎีกา 2630/2545ฎีกา 667/2511ฎีกา 3643/2537ฎีกา 9686/2539ฎีกา 3926/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 9151/2539ฎีกา 7159/2544ฎีกา 2295/2526ฎีกา 5846/2531ฎีกา 4340-4341/2545ฎีกา 53/2537ฎีกา 1216/2538ฎีกา 537/2540ฎีกา 1066-1067/2509ฎีกา 891/2538ฎีกา 3552/2539ฎีกา 1304/2553ฎีกา 5246/2548ฎีกา 7158/2538ฎีกา 576/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา