⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1477/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1477/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์ยื่นเพิ่มเติมก่อนเสร็จการสืบพยานของจำเลยได้ แม้จำเลยจะได้รับสำเนาเอกสารในวันนัดสืบพยานโจทก์ หากศาลเห็นสมควรเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยมีเวลาตรวจดูเอกสาร และศาลอาจรับฟังพยานเอกสารภาษาต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำแปล หากศาลมิได้สั่งให้ทำคำแปล

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ได้ระบุพยานเอกสารเพิ่มเติมก่อนเสร็จการสืบพยานของจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28แต่ในวันที่ 27 เดือนนั้น โจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารเหล่านั้นให้จำเลยในวันที่ 28 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงคัดค้านไม่ให้ศาลรับฟังเอกสารดังกล่าว โจทก์แถลงขอให้ศาลเลื่อนคดีไปเพื่อให้โอกาสจำเลยได้มีเวลาตรวจดูเอกสารหรือศึกษาข้อเท็จจริงจากเอกสารนั้นก่อน จำเลยคัดค้านว่าไม่ควรเลื่อนเพราะเหตุนี้ ศาลให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 เดือนถัดมา ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) หาขัดต่อ มาตรา 90 ไม่ แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย ก็เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ทำคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสามหรือไม่ เมื่อศาลไม่สั่ง โจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องทำคำแปล และศาลรับฟัง เอกสารดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.90

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถวเลขที่ 4/5 และ 4/6 จากโจทก์แล้วจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวดังกล่าวต่ออีกมีกำหนด 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2508 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2510 จำเลยได้รับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวเลขที่ 4/7 ไปจากนายฮังคุณ แซ่กอ ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2510 เมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางเกียง แซ่จัง ผู้เช่าตึกแถวเลขที่ 4/3 และ 4/4 ครบอายุสัญญาลง จำเลยได้ละเมิดสิทธิโจทก์โดยเข้าไปอยู่ในตึกแถวดังกล่าวแทนโดยมิได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ ต่อมาเมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดสัญญาแล้ว จำเลยก็ยังคงอยู่ในตึกแถวที่เช่าเลขที่ 4/5, 4/6 และ 4/7 เรื่อยมาโดยมิได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์จำเลยจึงได้มาติดต่อกับโจทก์ขอผ่อนผันอยู่ในตึกแถวที่เช่าต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2513 โจทก์ยินยอมโดยทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยก็ไม่ยอมออกไป ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยออกไปจากตึกแถวทั้ง 5 คูหาของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยได้ขออนุญาตดัดแปลงเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ซึ่งโจทก์อนุญาตโดยโจทก์ให้จำเลยจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้า 20,000 บาทก่อนและสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว ทำขึ้นระหว่างนายจรัสชลวิบูลย์ มิใช่ทำขึ้นระหว่างสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทเลขที่ 4/3, 4/4, 4/5, 4/6 และ 4/7 พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินตลอดทั้งบริวารออกไป และส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 9,750 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลจะรับฟังเอกสารหมาย จ.6, จ.7 และ จ.8 ไม่ได้ เพราะขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ทั้งเอกสารนี้ก็เป็นภาษาต่างประเทศไม่มีคำแปลอันศาลจะรับฟังได้นั้น ได้ความว่า โจทก์ได้ระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2516 ก่อนเสร็จการสืบพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนแล้ว ได้มีการเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2516 แต่ในวันที่ 27 สิงหาคม 2516ทนายโจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.6, จ.7, จ.8 และ จ.9 ให้จำเลย ครั้นในวันที่ 28 สิงหาคม 2516 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงคัดค้านไม่ให้ศาลรับฟังเอกสารดังกล่าว โจทก์ได้แถลงขอให้ศาลเลื่อนคดีไปเพื่อให้โอกาสจำเลยได้มีเวลาตรวจดูเอกสารและศึกษาข้อเท็จจริงจากเอกสารนั้นก่อน จำเลยแถลงคัดค้านไม่ควรเลื่อนเพราะเหตุนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาเห็นสมควรให้โจทก์เลื่อนคดีไป เพราะโจทก์พึ่งขอเลื่อนคดีเป็นครั้งแรก โดยสั่งเลื่อนให้ไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 กันยายน 2516 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.6, จ.7 และ จ.8 เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) หาเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ไม่ ส่วนที่เอกสารหมาย จ.6, จ.7 และ จ.8 เป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยนั้น ก็เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ทำคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 46 วรรคสาม หรือไม่ เมื่อศาลไม่สั่ง โจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องทำคำแปลดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารดังกล่าวประกอบพยานบุคคลว่าในวันที่ 20 กันยายน 2510 นายจรัส ชลวิบูลย์ ยังอยู่ในต่างประเทศนั้น จึงชอบด้วยวิธีพิจารณาแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1477/2518 สมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย โดยนายจรัส ชลวิบูลย์ โจทก์ นายกสมาคม โจทก์ นายเซเข่ง หรือเซ่เข่ง แซ่ผู่ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย โดยนายจรัส ชลวิบูลย์ · โจทก์ - นายกสมาคม · จำเลย - นายเซเข่ง หรือเซ่เข่ง แซ่ผู่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ศิริ อติโพธิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6071/2537ฎีกา 2251/2536ฎีกา 1061/2491ฎีกา 4882/2543ฎีกา 977/2543ฎีกา 2032/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1913/2520ฎีกา 324/2504ฎีกา 2307/2518ฎีกา 3041/2522ฎีกา 1197/2530ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2500/2548ฎีกา 2732/2534ฎีกา 698/2537ฎีกา 1368/2510ฎีกา 149/2526ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 269/2520ฎีกา 254/2520ฎีกา 1969/2515ฎีกา 1384/2518ฎีกา 2926-2929/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา