⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2126/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคา 2. ผู้ซื้อทรัพย์สินมีหน้าที่ชำระราคาให้ครบถ้วนตามสัญญา แม้ผู้ขายจะไม่มีอำนาจในการขายทรัพย์สินนั้นในตอนแรกก็ตาม 3. การบรรยายฟ้องที่ระบุถึงข้อสัญญา การชำระหนี้ และคำวินิจฉัยของศาลอื่นที่เกี่ยวข้อง ย่อมไม่ถือเป็นฟ้องเคลือบคลุม

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะเป็นตัวแทนขายรถของบริษัทอื่น และเดิมรถพิพาทป็นของบริษัทนั้น แต่เมื่อโจทก์ได้ขายรถพิพาทให้จำเลยในนามของโจทก์เอง ทั้งโจทก์ก็ได้ชำระราคารถพิพาทให้บริษัทนั้นแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ และบริษัทนั้นก็ได้โอนทะเบียนรถพิพาทให้โจทก์หลังจากโจทก์ขายรถพิพาทให้จำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยซื้อรถของโจทก์ไป และยังชำระราคารถไม่หมด จำเลยย่อมมีหน้าที่ชำระราคาที่ค้างจนหมด จะโต้แย้งว่าห้างโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์จำหน่ายรถยนต์ ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซื้อรถพิพาทไปจากโจทก์ในราคาเท่าใด ต่อมาเปลี่ยนแปลงสัญญากันอย่างใด จำเลยชำระแล้วเท่าใด ค้างเท่าใด ท้งยังอ้างคำพิพากษาของศาลอื่นซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยนี้เป็นตัวแทนของโจทก์ และพิพากษายังคับให้โจทก์โอนทะเบียนรถพิพาทให้ผู้อื่น ซึ่งโจทก์ได้โอนไปแล้วตามคำพิพากษาดังกล่าว จึงให้จำเลรับผิดชำระเงินที่ค้างต่อโจทก์ตามสัญญา และในฐานะตัวแทนพึงปฏิบัติต่อตัวการด้วย คำฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถพิพาท โดยได้รับโอนมาจากบริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๒ จำเลยได้ซื้อรถพิพาทไปจากโจทก์โดยทำสัญญาซื้อขายแบบเงินผ่อน จำเลยรับรถยนต์ไปแล้วไม่ผ่อนส่งเงินให้โจทก์ตามสัญญา ต่อมาจำเลยตกลงกับโจทก์ขอชำระราคารถเป็นเงินสดโดยจ่ายเช็คให้โจทก์ ๒ ฉบับ เมื่อเช็คฉบับหลังถึงกำหนด โจทก์นำไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จำเลยจึงตกลงกันใหม่ คิดราคาแบบผ่อนส่งเช่นเดิม แล้วจำเลยค้างชำระค่ารถอีก เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ โจทก์ถูกนายสงวน เจษฎาจินต์ ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยคดีนี้ ให้โอนทะเบียนรถดังกล่าวให้ ศาลพิพากษาว่าจำเลยคดีนี้เป็นตัวแทนของโจทก์ บังคับให้โจทก์โอนทะเบียนรถดังกล่าวให้นายสงวน เจษฎาจินต์ โจทก์ได้โอนทะเบียนรถให้ตามคำพิพากษาของศาลแล้ว จำเลยจึงต้องนำเงินที่ได้รับชำระจากนายสงวน เจษฎาจินต์ ๑๗,๐๐๐ บาท มาชำระให้โจทก์ในฐานะตัวแทนพึงปฏิบัติต่อตัวการ โจทก์ทวงถาม จำเลยอ้างว่าได้ชำระแล้ว จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เป็นตัวแทนโจทก์ ได้ขายรถพิพาทให้นายสงวน เจษฎาจินต์ ในราคา ๔๐,๐๐๐ บาท แบบเงินผ่อน สัญญาทำกันระหว่างนายสงวนผู้เช่าซื้อ และบริษัทสหไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ จำเลยนำเงินที่นายสงวนชำระมอบให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขณะที่โจทก์มอบรถพิพาทให้จำเลย โจทก์เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยไม่รู้ว่าโจทก์จะให้จำเลยรับผิดในฐานะตัวแทนหรือผู้ซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่ารถยนต์ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นตัวแทนขายรถของบริษัทสหไทยไแนนซ์ จำกัด และเดิมรถพิพาทจะเป็นของบริษัทดังกล่าวก็ดี แต่เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้ขายรถพิพาทให้จำเลยในนามของตนเอง ทั้งโจทก์ก็ได้ชำระราคาค่ารถพิพาทให้บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด ได้ครบถ้วนแล้วภายหลังที่โจทก์ขายให้จำเลย และบริษัทสหไทยไฟแนนซ์ก็ได้โอนทะเบียนรถพิพาทให้โจทก์ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของรถพิพาทโดยสมบูรณ์และมีอำนาจฟ้อง ปัญหาที่ว่า ห้างโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายรถยนต์ การจำหน่ายรถยนต์พิพาทจึงนอกเหนือวัตถุประสงค์ โดยไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อรถยนต์เป็นของโจทก์ จำเลยได้ซื้อรถยนต์ของโจทก์ไป ยังชำระราคาไม่หมด จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ค้างจนครบ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ซื้อรถพิพาทไปจากดจทก์ในราคาเท่าใดต่อมาตกลงเปลี่นแปลงสัญญากันอย่างไร จำเลยชำระแล้วเท่าใด คงค้างชำระเท่าใดทั้งยังกล่าวถึงคดีซึ่งพิพากษาว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ กับบังคับให้โจทก์โอนทะเบียนรถพิพาทให้นายสงวน เจษฎาจินต์ ซึ่งโจทก์ได้โดยให้ไปแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินที่ค้างชำระให้โจทก์ตามสัญญาและในฐานตัวแทนพึงปฏิบัติต่อตัวการด้วย คำฟ้องเช่นนี้เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม พิพากษายืน (สนิท บริรักษ์ สัญชัย สัจจวานิช แผ้ว ศิวะบวร) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2518 ห้างหุ้นส่วนจำกัดราชายนต์ โจทก์ นายสุรยุทธ โคตระวีระ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดราชายนต์ · จำเลย - นายสุรยุทธ โคตระวีระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายประดิษฐ์ ก้อนทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายสง่า อำพันแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1649/2498ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา