คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยกบ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินให้แก่ผู้รับการให้ โดยที่ผู้รับการให้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินนั้นด้วย การยกให้ย่อมมีผลสมบูรณ์ แม้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
ซ.ปลูกบ้านพิพาทแล้วยกให้ผู้ร้องกับหลานอีกคนหนึ่ง ต่อมา ซ.ได้จดทะเบียนยกที่ดินที่บ้านพิพาทปลูกอยู่ให้ผู้ร้องกับหลายอีก ดังนี้ แม้การยกบ้านพิพาทให้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำให้การให้ไร้ผล เพราะผู้ร้องได้เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน จึงเป็นเจ้าของรวมในบ้านพิพาทซึ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินนั้นด้วย
เมื่อจำเลยไม่มีส่วนเป็นเจ้าของในบ้านพิพาท โจทก์จึงนำยึดบ้านเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์นั้นเป็นของผู้ร้องไม่ใช้ของจำเลย ขอให้สั่งปล่อยจากการยึด
โจทก์ให้การว่า บ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ปล่อยบ้านพิพาท
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บ้านพิพาทนี้ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๖๐ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โฉนดที่ดินรายนี้ปรากฏว่ามีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางเซาะ อาคำ ตามเอกสารหมาย ร.๑ และปรากฏตามสัญญาเอกสาร ร.๒ ว่านายซันได้ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องร่วมกันกับนางเซาะตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะนำยึดบ้านพิพาทในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ และผู้ร้องมีนายลี นิยมราชจำเลยที่ ๑, นายมุ อาคำ จำเลยที่ ๒, นายเซาะอาคำ นายซัน สวนดี และนายบ๊ะ อาคำผู้ใหญ่บ้านมาเบิกความสนับสนุนผู้ร้อง อีกว่า นายซันเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านพิพาทแล้วยกให้ผู้ร้องกับนางเซาะซึ่งเป็นหลานเมื่อ ๑๐ ปีเศษมาแล้ว แม้การยกให้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตามก็ไม่ทำให้การให้ไร้ผล เพราะต่อมาผู้ร้องได้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินซึ่งบ้านพิพาทปลูกอยู่ จึงเป็นเจ้าของรวมในบ้านพิพาทซึ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินนั้นด้วย
จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเป็นจ้าของในบ้านพิพาทแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีเอกสารหมาย จ.๑ ว่า จำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัวก็จะฟังไปถึงกับว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาทด้วยไม่ได้ เอกสาร จ.๑ หรือทะเบียนนั้นแสดงให้เห็นแต่เพียงความสัมพันธ์ของครอบครัวเท่านั้น หาได้เป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์แต่ประการใดไม่ สรุปแล้วศาลฎีกาเชื่อว่าบ้านพิพาทมิใช่ของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงนำยึดบ้านพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา วิกรม เมาลานนท์ รื่น วิไลชนม์)
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2518
นายบก พันธ์หว้า โจทก์
นายฮีม อาคำ ผู้ร้อง
นายลี นิยมราช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายบก พันธ์หว้า · ผู้ร้อง - นายฮีม อาคำ · จำเลย - นายลี นิยมราช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดธนบุรี - นายราเชน จัมปาสุต · ศาลอุทธรณ์ - นายบรรเทอง ภู่กฤษณา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา