คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การทำสัญญากู้ใหม่โดยรวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนหน้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นเงินกู้ใหม่ และคำนวณดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้สัญญากู้ตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่เกินอัตราดังกล่าว
* การข่มขู่ว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมาย เช่น การฟ้องร้องบังคับคดีหรือการริบทรัพย์สิน หากไม่ยอมทำสัญญาค้ำประกัน ไม่ถือเป็นการข่มขู่ที่ทำให้สัญญาไม่สมบูรณ์
* ผู้ค้ำประกันสามารถต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณ์ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าตนเองลงชื่อในสัญญาโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงที่สำคัญเกี่ยวกับหนี้ประธาน เช่น จำนวนเงินที่แท้จริงที่กู้ยืมไป ซึ่งขัดแย้งกับข้อความในเอกสารสัญญา
ย่อคำพิพากษา
ทำสัญญากู้ใหม่รวมดอกเบี้ยที่ค้างมาก่อนรวมเข้าด้วยเป็นดอกเบี้ยเกินอัตรา สัญญากู้นี้เป็นโมฆะเฉพาะดอกเบี้ยศาลให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่ง ต่อปีในต้นเงินตั้งแต่วันฟ้อง
ขู่ให้ทำสัญญาค้ำประกันโดยกล่าวว่า ถ้าไม่ทำจะฟ้องริบทรัพย์สมบัติให้หมด เป็นการบอกว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ทำให้สัญญา ไม่สมบูรณ์
คำให้การว่าจำเลยลงชื่อในสัญญากู้โดยไม่ทราบจำนวนเงินที่โจทก์กรอกลงเกินจำนวน 5,000 บาท ที่ค้างจริง เป็นการต่อสู้ว่าการกู้และค้ำประกันไม่สมบูรณ์ แม้ในสัญญากู้ระบุว่ารับเงินไป 13,500 บาทจำเลยก็นำสืบหักล้างเอกสารได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายช่วง นาคฤทธิ์ · จำเลย - นายพัว พูลเกิด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สงวน สิทธิไชย · อุดม จาละ · ปรีชา สุมาวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา