⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2529/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2518

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ม.13 · ป.อาญา ม.33

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ต้องเป็นยานพาหนะที่ผู้กระทำผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ไม่ใช่ยานพาหนะที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเพื่อหลบหนี

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 ทวิ หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะดังกล่าวในมาตรานี้เป็นทรัยพ์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยไม่ แต่เป็นเพียงบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษหนักขึ้นเท่านั้น ส่วนปัญหาที่ว่ายานพาหนะใดเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจสั่งริบตามมาตรา 33(1) นั้น ต้องพิจารณาดูตามพฤติการณ์ของการกระทำแต่ละเรื่องไป ว่าผู้กระทำผิดได้ใช้ยานพาหนะนั้นในการกระทำความผิดหรือไม่ จำเลยวิ่งราวสร้อยคอโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าแล้วพาหนีไปโดยใช้รถจักรยานสองล้อเป็นพาหนะ รถดังกล่าวเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ภายหลังการวิ่งราวทรพัย์หาใช่ใช้ในการวิ่งราวทรัพย์ไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ม.13 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจวิ่งราวทรัพย์สร้อยคอทองคำของนายประเสริฐ ตั้งสมชัย โดยจำเลยฉกฉวกเอาซึ่งหน้าแล้วพาหนีไปโดยใช้รถจักรยานสองล้อเป็นพาหนะ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖, ๓๓๖ ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๓ และขอให้ริบรถจักรยานของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลดโทษใช้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ เหลือจำคุกจำเลย ๒ ปี รถจักรยานของกลางมิใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด ไม่ริบ โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ริบรถจักรยานของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทกฎหมายที่โจทก์ฎีกาว่าใช้เป็นบทลงโทษริบรถจักรยานของกลางรายนี้ได้คือประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๓ ซึ่งบัญญัติเพิ่มเติมมาตรา ๓๓๖ ทวิขึ้น มาตรา ๓๓๖ ทวินี้มีใจความว่า ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะดังกล่าวในมาตรานี้เป็นทรัยพ์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยไม่ มาตราดังกล่าวจึงเป็นเพียงบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษหนักขึ้นเท่านั้น ส่วนปัญหาที่ว่ายานพาหนะใดเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจสั่งริบตามมาตรา ๓๓(๑) นั้น ต้องพิจารณาดูตามพฤติการณ์ของการกระทำแต่ละเรื่องไป ว่าผู้กระทำผิดได้ใช้ยานพาหนะนั้นในการกระทำความผิดหรือไม่ สำหรับคดีนี้โจทก์ บรรยายฟ้องว่า จำเลยวิ่งราวสร้อยคอโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าแล้วพาหนีไปโดยใช้รถจักรยานสองล้อเป็นพาหนะ แสดงว่ารถจักรยานดังกล่าวเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ภายหลังการวิ่งราวทรพัย์หาใช่ใช้ในการวิ่งราวทรัพย์ไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓(๑) ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่ริบรถจักรยานของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ประถม วิเชียรเนตร วิทูร เทพทิทักษ์ ล้วน นิลกำแหง) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2518 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายคำภีร์ หงษ์เวียงจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · จำเลย - นายคำภีร์ หงษ์เวียงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายกาญจน์ กันยะพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 255/2503ฎีกา 5935/2537ฎีกา 4186/2536ฎีกา 6936/2562ฎีกา 7826/2560ฎีกา 7019/2549ฎีกา 4418/2548ฎีกา 7998/2561ฎีกา 7196/2554ฎีกา 13379/2555ฎีกา 4230/2563ฎีกา 21848/2555ฎีกา 9275/2544ฎีกา 2936/2564ฎีกา 5699/2562ฎีกา 3416/2540ฎีกา 3226/2558ฎีกา 4577/2558ฎีกา 5088/2563ฎีกา 1089/2559ฎีกา 1854/2563ฎีกา 1554/2521ฎีกา 512/2559ฎีกา 5610/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา